เมื่อถูกฟ้องคดีแพ่ง ต้องทำอย่างไร และการฟ้องคดีแพ่งคืออะไร
เมื่อ ถูกฟ้องคดีแพ่ง หลายคนอาจตกใจ เพราะอยู่มาวันดีคืนดีมีหมายศาลมาแขวนไว้หน้าบ้าน พออ่านดูกลับพบว่าชื่อของตัวเองถูกระบุเป็นจำเลย วันนี้สำนักงานทนายความติวานนท์จะอธิบายทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการ ฟ้องคดีแพ่ง ตั้งแต่ความหมาย ขั้นตอน ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อถูกฟ้อง
Note : หากท่านต้องการสอบถามค่าจ้างทนายความในการแก้ต่างคดีแพ่ง อ่านเพิ่มที่ ค่าจ้างทนาย
ฟ้องคดีแพ่ง คืออะไร ?
การฟ้องคดีแพ่ง คือกระบวนการทางกฎหมายที่บุคคลหรือนิติบุคคลยื่นคำฟ้องต่อศาล เพื่อเรียกร้องสิทธิหรือค่าเสียหายจากอีกฝ่าย โดยคดีแพ่งไม่ใช่คดีอาญา กล่าวคือไม่มีโทษจำคุก แต่เป็นเรื่องของการเรียกร้องเงิน ทรัพย์สิน หรือการบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญา
ตัวอย่างคดีที่มักมีการฟ้องคดีแพ่ง ได้แก่
- ผิดสัญญากู้ยืมเงิน ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด
- ผิดสัญญาซื้อขาย รับเงินแล้วไม่ส่งมอบสินค้า
- ละเมิดสิทธิ ทำให้ผู้อื่นเสียหายทางแพ่ง
- พิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์
- คดีมรดก การแบ่งทรัพย์สิน
- คดีฟ้องขับไล่ผู้เช่า
ใครมีสิทธิฟ้องคดีแพ่ง ?
บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของบุคคลอื่น มีสิทธิ ฟ้องคดีแพ่ง ต่อศาลได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องยื่นฟ้องภายในอายุความที่กฎหมายกำหนด ซึ่งแตกต่างกันตามประเภทของคดี เช่น คดีกู้ยืมเงินมีอายุความ 10 ปี คดีละเมิดมีอายุความ 1 ปีนับแต่รู้ถึงการละเมิด เป็นต้น
ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติเมื่อคุณถูกฟ้องร้องในคดีแพ่ง หรือได้รับหมายศาล
เมื่อถูกฟ้องคดีแพ่ง แล้ว เราจะทำอะไรจะหาทางออกอย่างไรได้บ้าง ถ้าถูกฟ้องคดีแพ่ง วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดคือท่านจะต้องมาพบทนายความ เอาหมายศาลมาให้กับทนายความ มาเล่าเรื่องจริงทั้งหมดให้กับทนายความฟัง ว่าเรื่องที่ตนถูกฟ้องทั้งที่มาที่ไปเป็นยังไงมีเอกสารหลักฐาน พยานบุคลคล พยานเอกสาร อะไรที่กี่ยวข้องนำมาด้วย เพื่อให้ทนายความตรวจสอบข้อเท็จจริง ประเมิณรูปคดี เพื่อหาทางออกให้ สรุปรูปคดี
หากคุณได้รับหมายศาล หรือ ถูกฟ้อง สิ่งที่คุณจะต้องทำมี ดังนี้
การได้รับหมายศาลหรือต้องเผชิญกับคดีแพ่งเป็นสิ่งที่หลายคนอาจไม่คาดคิด และสร้างความตื่นตระหนกได้ไม่น้อย แต่หากคุณมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม ก็จะสามารถจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. ตั้งสติและตรวจสอบรายละเอียดในหมายศาล
เมื่อได้รับหมายศาล หรือ ถูกฟ้องคดีแพ่ง อย่าเพิ่งตื่นตกใจ ให้คุณตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น ใครเป็นผู้ฟ้อง ข้อกล่าวหาคืออะไร ต้องไปศาลวันไหน เวลาใด และศาลตั้งอยู่ที่ใด หมายศาลมักแนบสำเนาคำฟ้องมาด้วย ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาของข้อพิพาท
2. อย่าละเลยหรือเพิกเฉย
การไม่ไปศาลตามวันเวลาที่กำหนด อาจทำให้ศาลพิจารณาคดีโดยที่คุณไม่อยู่ และอาจมีคำพิพากษาให้แพ้คดีได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้น ควรติดต่อศาลหรือทนายความโดยเร็วเพื่อแสดงความพร้อมในการต่อสู้คดี
3. ปรึกษาทนายความทันที
การมีทนายเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทนายจะช่วยแนะนำสิทธิ หน้าที่ และแนวทางปฏิบัติได้ถูกต้องตามกฎหมาย ทนายยังสามารถช่วยร่างคำให้การหรือยื่นคำให้การต่อศาลแทนคุณได้อีกด้วย
4. เตรียมหลักฐานและพยาน
รวบรวมเอกสาร ข้อมูล หรือพยานบุคคลที่สามารถช่วยแสดงความบริสุทธิ์หรือข้อเท็จจริงฝ่ายคุณ เช่น สัญญา หนังสือรับรอง การสื่อสาร หรือหลักฐานการโอนเงิน ฯลฯ เพราะการมีหลักฐานที่ชัดเจนสามารถช่วยให้ศาลเห็นภาพรวมของคดีอย่างถูกต้อง
5. ไปศาลตามกำหนดและให้ความร่วมมือ
ควรแต่งกายสุภาพ ไปถึงศาลก่อนเวลา และให้ความเคารพต่อกระบวนการศาล พูดจาสุภาพ และหากมีคำถามควรสอบถามทนายก่อนการให้การหรือตอบคำถามในศาล
ประเภทรูปคดี เพื่อวางแนวทางการแก้ต่างคดีแพ่ง
- คดีที่ไม่มีทางสู้ได้เลย เช่น ได้ไปกู้ยืมกันจริงและมีการคิดดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด หรือ ผิดสัญญาคือได้รับเงินตามสัญญาแล้วแต่ไม่ยอมส่งมอบสิ้นค้าให้คู่สัญญา วิธีปฏิบัติเพื่อหาทางออก คือ ต้องไปเจรจาโดยส่งทนายความเข้าไปเจรจาไกล่เกลี่ย โดยขอต่อรองลดยอดจำนวนเงิน ขอลดดอกเบี้ย ขอแนวทางการผ่อนชำระ เมื่อคดีอยู่ชั้นศาลเมื่อให้ทนายความเข้าไปเจรจา ก็มักจะได้ขอเสนอที่พึงพอใจกับมา แต่ถ้าทางผู้ฟ้องไม่มีทางออกให้เลย ทนายความก็จะสู้คดีให้โดยไม่ได้หวังผลชนะคดี แต่เพื่อยื้อระยะเวลาให้นานที่สุด
- คดีที่มีทางสู้ได้บางส่วน เช่น ถูกฟ้องคดีกู้ยืมเงินแต่ปรากฏว่าเราได้จ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่เกิดกฏหมายกำหนดมาตลอด หรือถูกฟ้องคดีละเมิดมาแต่ถูกเรียกค่าเสียหายมาสูงเกินจริง วิธีปฏิบัติ ทนายความจะยืนคำให้การเพื่อต่อสู้คดีไปตามความเป็นจริง สู้ว่าดอกเบี้ยที่คิดนั้นเกิดกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือค่าเสียหายที่เรียกมาสูงเกินส่วน (เจรจาไกล่เกลี่ยและต่อสู้คดีไปพร้อมๆกัน)
- คดีที่เราไม่ผิดแน่นอน รูปคดีชนะแน่นอนหรือโอกาศชนะสูงมาก เช่น ถูกฟ้องละเมิด แต่พนักงานสอบสวนหรือร้อยเวรชึ้แล้วว่าผู้ถูกฟ้องไม่ได้ประมาท พยานหลักฐานชี้เลยว่าผู้ถูกฟ้องไม่ได้ประมาท หรอกู้ยืมเงินกันแต่ปรากฏว่าเป็นสัญญากู้ปลอม วิธีปฏิบัติให้ทนายความต่อสู้คดีเลย ซึ่งต้องตั้งอยู่บนความเป็นจริงของรูปคดี
- รูปคดีก้ำกึ่ง ถ้าชนะจะชนะทั้งหมด ผู้แพ้ก็จะแพ้ทั้งหมดเลย เช่น คดีเปิดทางจำเป็น ภาระจำยอม วิธีปฏิบัติ เจรจาไกล่เกลี่ยพูดคุยกัน ยกเว้นฝ่ายใดไม่ยินยอม ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล
เมื่อถูกฟ้องคดีแพ่ง ต้องทำอย่างไร ?
หากคุณได้รับหมายศาลและพบว่าถูก ฟ้องคดีแพ่ง ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้
1. ตั้งสติและอ่านหมายศาลให้ละเอียด ตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ฟ้อง ข้อกล่าวหาคืออะไร ต้องไปศาลวันและเวลาใด ศาลตั้งอยู่ที่ไหน
2. อย่าเพิกเฉยหรือหนีคดี การไม่ไปศาลตามกำหนด อาจส่งผลให้ศาลตัดสินให้แพ้คดีโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจถูกบังคับคดียึดทรัพย์ได้
3. ปรึกษาทนายความทันที ทนายความที่เชี่ยวชาญด้าน คดีแพ่ง จะช่วยวิเคราะห์รูปคดี แนะนำแนวทางต่อสู้ หรือเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อลดความเสียหาย
4. เตรียมพยานหลักฐาน รวบรวมเอกสารและพยานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทนายความประเมินและใช้ต่อสู้คดีในชั้นศาล
5. ไปศาลตามนัดทุกครั้ง แต่งกายสุภาพ ไปถึงศาลก่อนเวลา และปฏิบัติตามคำแนะนำของทนายความอย่างเคร่งครัด
วันนัดต่างๆในคดีแพ่ง ที่ผู้ถูกฟ้องควรรู้ คำศัพท์ที่ต้องรู้เวลาขึ้นศาล
1.วันนัดไกล่เกลี่ยหรือวันนัดพร้อม การพูดคุยตกลงกันนั้นเป็นทางออกที่ดีที่สุด
วันนัดไกล่เกลี่ย คืออะไร
วันนัดไกล่เกลี่ย คือวันที่ศาลกำหนดให้คู่กรณีที่มีข้อพิพาทกัน เช่น คดีแพ่ง คดีครอบครัว หรือข้อพิพาททางธุรกิจ มาเจรจาตกลงกันโดยไม่ต้องพึ่งการตัดสินของศาล การไกล่เกลี่ยมีเป้าหมายเพื่อหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจและลดภาระในการดำเนินคดี ในวันนัดไกล่เกลี่ย คู่กรณีจะมาพบกันที่ศาลหรือสถานที่ที่กำหนด พร้อมกับเจ้าหน้าที่หรือผู้ไกล่เกลี่ยซึ่งเป็นบุคคลกลาง ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเจรจา โดยผู้ไกล่เกลี่ยจะไม่ตัดสินว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก แต่จะช่วยเสนอทางเลือกและส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ หากทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ จะมีการจัดทำบันทึกข้อตกลง และศาลอาจให้การรับรองข้อตกลงนั้น ซึ่งมีผลบังคับตามกฎหมาย แต่หากตกลงกันไม่ได้ คดีก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป การไกล่เกลี่ยถือเป็นทางเลือกที่ช่วยลดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา และลดความขัดแย้งในระยะยาว โดยเฉพาะในกรณีที่คู่กรณียังต้องมีความสัมพันธ์กันต่อในอนาคต เช่น ญาติ พี่น้อง หรือคู่สมรส.
วันนัดพร้อม คืออะไร
“วันนัดพร้อม” คือวันสำคัญที่ศาลกำหนดให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมาปรากฏตัวต่อหน้าศาล เพื่อแสดงความพร้อมในการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องคดีแพ่งหรือคดีอาญา โดยทั่วไปแล้ว วันนัดพร้อมจะเป็นวันแรก ๆ หลังจากศาลรับฟ้องคดี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลสอบถามข้อเท็จจริงเบื้องต้น ตรวจสอบว่าคู่ความมีข้อพิพาทใด และดูว่าคดีมีประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างไร ในวันนัดพร้อม ศาลจะสอบถามทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยว่าต้องการนำพยานหลักฐานใดเข้าสู่การพิจารณา และอาจมีการกำหนดวันนัดสืบพยานในอนาคตด้วย หากคู่ความทั้งสองฝ่ายมีการตกลงประนีประนอม ศาลก็สามารถพิจารณาให้คดีสิ้นสุดลงได้ในวันนั้นเช่นกัน การไปศาลในวันนัดพร้อมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการดำเนินคดี และเป็นโอกาสให้ศาลรับฟังความคิดเห็นจากทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นธรรมก่อนจะเข้าสู่การไต่สวนในขั้นถัดไป
2.วันนัดชี้สองสถาน คือวันนัดเพื่อกำหนดความพร้อมในการสืบพยานของคู่ความเพื่อให้การสืบพยานรวดเร็วขึ้น คำว่าชี้สองสถาน หมายความว่า สถานไหนที่เป็นประเด็นข้อพิพาทที่สามารถรับกันได้ แต่ประเด็นไหนที่รับไม่ได้ก็สืบพยานโดยเอาพยานหลักฐานมาต่อสู้คดีกัน
วันนัดชี้สองสถาน คืออะไร
วันนัดชี้สองสถาน คือกระบวนการหนึ่งในชั้นศาลที่ใช้ในคดีแพ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คู่ความทั้งสองฝ่ายแสดงจุดยืนของตนต่อข้อพิพาทที่เกิดขึ้น และกำหนดประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ต้องพิสูจน์ในคดี โดยปกติจะเกิดขึ้นหลังจากที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยื่นคำให้การต่อศาลเรียบร้อยแล้ว ในวันนัดนี้ ศาลจะเชิญทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยมาปรากฏตัวต่อหน้าศาล พร้อมทนายความ (ถ้ามี) เพื่อสอบถามและให้โอกาสในการเจรจาประนีประนอมกันก่อน หากไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลจะดำเนินการ “ชี้สองสถาน” คือ ชี้ให้เห็นถึงประเด็นข้อพิพาทที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน (ไม่ต้องพิสูจน์) และประเด็นที่ยังโต้แย้งกัน (ต้องพิสูจน์) การชี้สองสถานจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้การพิจารณาคดีมีประสิทธิภาพและใช้เวลาอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้คู่ความได้เข้าใจแนวทางของคดีอย่างชัดเจนก่อนจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในศาลต่อไป
3.วันนัดสืบพยาน คือการเข้าสู่กระบวนนการนำพยานหลักฐานมาเสนอต่อศาล ซึ่งใช้ระเวลาไม่เกิน 1-3 วัน
วันนัดสืบพยาน คืออะไร
วันนัดสืบพยาน คือ วันที่ศาลกำหนดให้คู่ความในคดีความต่าง ๆ นำพยานหลักฐานมานำเสนอหรือเบิกความต่อหน้าศาล เพื่อประกอบการพิจารณาคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา โดยในวันดังกล่าว คู่ความทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยจะต้องนำพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุ มาให้การหรือแสดงต่อศาลตามที่ได้ยื่นบัญชีพยานไว้ การสืบพยานเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิจารณาคดี เพราะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ศาลเห็นข้อเท็จจริงของคดีอย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินคดีอย่างเป็นธรรม หากฝ่ายใดไม่สามารถนำพยานมาให้การตามวันนัดได้ อาจส่งผลเสียต่อรูปคดีของตนเอง หรือแม้กระทั่งถูกศาลตัดสิทธิ์ไม่ให้สืบพยานในประเด็นนั้น ๆ ดังนั้น วันนัดสืบพยานจึงเป็นวันสำคัญที่คู่ความไม่ควรมองข้าม และควรเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ ทั้งการประสานงานกับพยาน การเตรียมเอกสาร และการปรึกษาทนายความ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ.
4. วันนัดฟังคำพิพากษา หรือวันนัดฟังคำสั่ง ประมาณ 1-2 เดือน หลังทำการสืบพยานกันเสร็จสิ้นน ซึ่งนัดนี้ตัวความไม่จำเป็นต้องไป
วันนัดฟังคำพิพากษา คืออะไร
วันนัดฟังคำพิพากษา คือวันที่ศาลกำหนดขึ้นเพื่อให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมาฟังคำตัดสินของศาลในคดีที่ได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา หลังจากที่มีการสืบพยานหรือรับฟังข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน ศาลจะใช้เวลาในการพิจารณาและวิเคราะห์หลักฐานต่าง ๆ ก่อนจะมีคำตัดสินออกมา ในวันดังกล่าว คู่ความต้องเดินทางไปยังศาลตามเวลาที่กำหนด หากไม่สามารถไปได้ต้องแจ้งเหตุผลอย่างชัดเจนต่อศาล มิฉะนั้นอาจมีผลกระทบต่อสิทธิในทางคดี เช่น อาจถือว่าสละสิทธิ์ในการอุทธรณ์ หรือศาลอาจดำเนินการตามสมควรต่อไป หากเป็นคดีอาญา จำเลยจะต้องมาศาลด้วยตนเอง เว้นแต่ศาลอนุญาตให้ส่งตัวแทนมารับฟังแทน วันนัดฟังคำพิพากษาจึงเป็นวันสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นวันที่ศาลจะชี้ขาดว่าใครเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะคดี และอาจมีผลต่อการดำเนินชีวิตหรือสิทธิทางกฎหมายในอนาคตของคู่ความอย่างมีนัยสำคัญ.
การฟ้องคดีแพ่งมีรายละเอียดและขั้นตอนที่ซับซ้อน หากท่านต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ ฟ้องคดีแพ่ง และค่าใช้จ่ายทนายความ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่
คำถาม ? ที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฟ้องคดีแพ่ง
ฟ้องคดีแพ่ง ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ? คดีแพ่งโดยทั่วไปใช้เวลา 1–3 ปี ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดีและปริมาณคดีในแต่ละศาล
ฟ้องคดีแพ่ง ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ? มีทั้งค่าธรรมเนียมศาล (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากทุนทรัพย์) และค่าจ้างทนายความ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ค่าจ้างทนาย
ถูกฟ้องคดีแพ่ง แต่ไม่มีเงินจ้างทนาย ทำอย่างไร ? สามารถขอรับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากสภาทนายความหรือกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้
ช่องทางการติดต่อทนายความ เมื่อถูกฟ้องคดีแพ่ง
- ทางโทรศัพท์ 02-125-2511
- ทางไลน์ @tiwanonlaw
- Facebook : สำนักงานทนายความติวานนท์
- E-mail : info@tiwanonlaw.com
- ขอแนะนำให้ท่าน มาพบทนายด้วยตนเองดีที่สุด เพราะการสอบข้อเท็จจริงที่ดีที่สุดระหว่างทนายความกับลูกความ คือการมานั่งคุยกันต่อหน้า
- การคุยกันทางโทรศัพท์ ทางไลน์ ทางอีเมล์ อย่างไรเสียก็สู้มานั่งคุยกันต่อหน้าไม่ได้ เพราะทำให้เข้าใจข้อเท็จจริงต่างๆได้ละเอียดกว่า และสามารถซักถาม ทำความเข้าใจและจับกิริยาอาการต่างๆได้ดีที่สุด
- แผนที่ สำนักงานทนายความติวานนท์


