สำนักงานทนายความติวานนท์

อัยการ คือใคร มีหน้าที่อะไร เงินเดือนเท่าไหร่ และต่างจากทนายอย่างไร

อัยการ คือใคร มีหน้าที่อะไร เงินเดือนเท่าไหร่ และต่างจากทนายอย่างไร
4

อัยการ คือ ใคร มีหน้าที่อะไรในกระบวนการยุติธรรม พร้อมรู้จักเงินเดือน เส้นทางสู่อาชีพ ความแตกต่างจากทนายและผู้พิพากษาแบบเข้าใจง่าย

สารบัญ

อัยการ เป็นข้าราชการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด มีบทบาทเป็น “ทนายของแผ่นดิน” หน้าที่หลักของอัยการคือการดำเนินคดีอาญาในนามของรัฐ เมื่อตำรวจสืบสวนและสรุปสำนวนคดีส่งมา อัยการจะเป็นผู้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดและตัดสินใจว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลหรือไม่ หากสั่งฟ้อง อัยการก็จะเป็นโจทก์ในคดี เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและรักษาความสงบสุขของสังคม

 

อัยการ คืออะไร มีหน้าที่อะไร

อัยการ คือ เจ้าพนักงานของรัฐที่มีหน้าที่รวบรวมสำนวนคดีจากเจ้าพนักงานสอบสวนหรือตำรวจ แล้วรับมาดำเนินการต่อว่า จะฟ้องไปชั้นศาลหรือไม่ ถ้าสั่งฟ้อง อัยการก็จะเป็นทนายฝ่ายโจทก์ในการดำเนินคดีฟ้องเอาผิดจำเลยหรือผู้ต้องหาในคดีนั้นๆไป โดยอำนาจหน้าที่ของอัยการก็จะแตกต่างไปตามรูปคดีและในแต่ละประเทศ

 

กว่าจะเป็นอัยการ ต้องเรียนและสอบอะไรบ้าง

1. ศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์

การก้าวเข้าสู่สายงานอัยการเริ่มต้นจากการศึกษาในสาขานิติศาสตร์หรือกฎหมายในระดับปริญญาตรี ผู้ที่สนใจในอาชีพนี้จะต้องจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย การศึกษาในระดับนี้จะครอบคลุมถึงพื้นฐานของกฎหมายในหลายสาขา เช่น กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายมหาชน และกฎหมายระหว่างประเทศ

2. สอบเนติบัณฑิต

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว ผู้ที่สนใจในอาชีพอัยการจะต้องสอบผ่านการสอบเนติบัณฑิต ซึ่งเป็นการสอบที่ทดสอบความรู้ทางกฎหมายเชิงลึก การสอบเนติบัณฑิตประกอบด้วยข้อสอบหลายวิชาที่ครอบคลุมทั้งกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายมหาชน และกฎหมายพาณิชย์ การสอบนี้มุ่งเน้นให้ผู้เข้าสอบมีความเข้าใจและสามารถใช้กฎหมายในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายได้ในสถานการณ์จริง

3. ต้องมีประสบการณ์การทำงานในสายงานกฎหมาย

หลังจากผ่านการสอบเนติบัณฑิตแล้ว ผู้ที่ต้องการเป็นอัยการจะต้องมีประสบการณ์ทำงานในสายงานกฎหมายอย่างน้อย 2 ปี โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่สนใจจะทำงานในฐานะทนายความ อัยการผู้ช่วย หรือเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย การทำงานในสายงานเหล่านี้จะช่วยให้ผู้สนใจได้รับประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย การเจรจาคดี และการวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายในเชิงลึก

4. สอบคัดเลือกเพื่อเป็นอัยการผู้ช่วย

เมื่อมีประสบการณ์การทำงานในสายงานกฎหมายอย่างน้อย 2 ปีแล้ว ผู้ที่สนใจในอาชีพอัยการจะต้องสมัครสอบคัดเลือกเพื่อเป็นอัยการผู้ช่วย การสอบนี้เป็นการสอบที่เข้มข้นและต้องอาศัยความรู้ความสามารถทางกฎหมายในเชิงลึก การสอบคัดเลือกเพื่อเป็นอัยการผู้ช่วยนั้นประกอบด้วยข้อสอบที่เน้นการวิเคราะห์คดี การใช้เหตุผลทางกฎหมาย และการจัดการกับปัญหาทางกฎหมายที่ซับซ้อน

 

คุณสมบัติสนามใหญ่ สำหรับผู้มีประสบการณ์ 2 ปี

อายุ: ไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์

ประสบการณ์: ต้องเป็นทนายความมาไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือทำงานอื่นที่เกี่ยวกับกฎหมายตามที่กำหนด เช่น นิติกร, อาจารย์คณะนิติศาสตร์, พนักงานคุมประพฤติ ฯลฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี

 

สนามเล็ก สำหรับผู้มีประสบการณ์ 1 ปี แต่คุณวุฒิสูงขึ้น

อายุ: ไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์

คุณวุฒิพิเศษ: ต้องจบปริญญาโททางกฎหมาย (ในประเทศหรือต่างประเทศ) หรือ จบเนติบัณฑิตไทยได้คะแนนในระดับดี

ประสบการณ์: ลดลงมาเหลือเพียง 1 ปี ในการเป็นทนายความหรือทำงานด้านกฎหมายอื่นๆ

 

สนามจิ๋ว สำหรับผู้จบปริญญาเอก หรือ ป.โท จากต่างประเทศ

อายุ: ไม่ต่ำกว่า 28 ปีบริบูรณ์

คุณวุฒิพิเศษ: ต้องจบปริญญาเอกทางกฎหมาย หรือ จบปริญญาโททางกฎหมายถึง 2 ใบ หรือ จบปริญญาโทกฎหมายจากต่างประเทศในบางประเทศที่กำหนด (เช่น สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, เยอรมนี)

ประสบการณ์: ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ทำงานด้านกฎหมาย 2 ปีแบบสนามใหญ่ แต่ต้องประกอบวิชาชีพอย่างใดอย่างหนึ่งมาแล้ว

 

อัยการ เงินเดือนเท่าไหร่

เงินเดือนพนักงานอัยการ ฐานเงินเดือนตามชั้น

อัตราเงินเดือนและเงินประจำแหน่งของพนักงานอัยการ เริ่มต้นที่ 25,000 บาท ถึง 81,920 บาท แตกต่างกันไปตามแต่ละขั้น โดยตำแหน่งข้าราชการอัยการมีทั้งหมด 8 ขั้น อ้างอิงข้อมูลจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 ดังนี้

1. อัยการสูงสุด (อัยการชั้น 8)

  • อัตราเงินเดือน 81,920 บาท
  • เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท
  • รวมเงินเดือนที่ได้รับ 123,040 บาท

2. รองอัยการสูงสุดและผู้ตรวจการอัยการ (อัยการชั้น 7)

  • อัตราเงินเดือน 80,540 บาท
  • เงินประจำตำแหน่ง 42,000 บาท
  • รวมเงินเดือนที่ได้รับ 121,360 บาท

3. อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค รองอธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่าย และอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ (อัยการชั้น 6)

  • อัตราเงินเดือน 78,170 บาท
  • เงินประจำตำแหน่ง 41,500 บาท
  • รวมเงินเดือนที่ได้รับ 119,670 บาท

4. อัยการผู้เชี่ยวชาญ (อัยการชั้น 5)

  • อัตราเงินเดือน 76,800 บาท
  • เงินประจำตำแหน่ง 41,000 บาท
  • รวมเงินเดือนที่ได้รับ 117,800 บาท

5. อัยการจังหวัดและอัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด (อัยการชั้น 4)

  • อัตราเงินเดือนเริ่มต้น 74,360 – 75,560 บาท
  • เงินประจำตำแหน่งเริ่มต้น 30,000 – 40,000 บาท
  • รวมเงินเดือนที่ได้รับ 104,360 – 115,560 บาท

6. อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุดหรือรองอัยการจังหวัด (อัยการชั้น 3)

  • อัตราเงินเดือนเริ่มต้น 37,110 – 73,240 บาท
  • เงินประจำตำแหน่งเริ่มต้น 23,300 – 29,000 บาท
  • รวมเงินเดือนที่ได้รับ 60,410 – 102,240 บาท

7. อัยการประจำกองหรืออัยการจังหวัดผู้ช่วย (อัยการชั้น 2)

  • อัตราเงินเดือนเริ่มต้น 30,000 – 34,210 บาท
  • เงินประจำตำแหน่ง 20,000 บาท
  • รวมเงินเดือนที่ได้รับ 50,000 – 54,210 บาท

8. อัยการผู้ช่วย (อัยการชั้น 1)

  • อัตราเงินเดือนเริ่มต้น 25,000 – 26,930 บาท
  • เงินประจำตำแหน่ง 10,000 บาท
  • รวมเงินเดือนที่ได้รับ 35,000 – 36,930 บาท

 

อัยการ กับ ทนาย ต่างกันอย่างไร

1. สังกัดและหน้าที่

  • อัยการ เป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐและประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม
  • ทนายความ เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ (หรือสังกัดสำนักงานกฎหมายเอกชน) ที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาทนายความ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางกฎหมายให้แก่ลูกความ (คู่ความ)

2. บทบาทหน้าที่ในคดีความ

คดีอาญา

  • อัยการ มีหน้าที่กลั่นกรองพยานหลักฐานจากสำนวนสอบสวนของตำรวจ หากเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ จะทำหน้าที่เป็น โจทก์ ยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของสาธารณชน
  • ทนายความ สามารถทำหน้าที่ได้ทั้งสองฝ่าย คือ เป็นทนายโจทก์ (ช่วยฟ้องคดีอาญาแทนผู้เสียหาย) หรือเป็นทนายจำเลย (ต่อสู้คดีและคุ้มครองสิทธิให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา)

คดีแพ่ง

  • อัยการ จะเข้าดำเนินการเฉพาะคดีที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่เพื่อปกป้องประโยชน์ของรัฐหรือส่วนรวม เช่น การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในกรณีพิเศษ คดีที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
  • ทนายความ ทำหน้าที่ว่าความและดำเนินการทางกฎหมายในคดีแพ่งทั่วไปทุกรูปแบบให้แก่เอกชน เช่น คดีผิดสัญญา คดีฟ้องหย่า คดีละเมิด หรือคดีที่ดิน

3. จุดมุ่งหมายในการทำงาน

  • อัยการ มุ่งค้นหาความจริงและอำนวยความยุติธรรมอย่างเป็นกลาง ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การเอาชนะคดี หากพบว่าผู้ต้องหาไม่ได้กระทำความผิด อัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องได้
  • ทนายความ มุ่งรักษาผลประโยชน์และสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของลูกความตนเองอย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบของกฎหมายและจริยธรรมทางวิชาชีพ

 

อัยการ กับ ผู้พิพากษา ต่างกันอย่างไร

อัยการ

อัยการ คือ เจ้าพนักงานของรัฐที่มีหน้าที่รวบรวมสำนวนคดีจากเจ้าพนักงานสอบสวนหรือตำรวจ แล้วรับมาดำเนินการต่อว่า จะฟ้องไปชั้นศาลหรือไม่ ถ้าสั่งฟ้อง อัยการก็จะเป็นทนายฝ่ายโจทก์ในการดำเนินคดีฟ้องเอาผิดจำเลยหรือผู้ต้องหาในคดีนั้นๆไป โดยอำนาจหน้าที่ของอัยการก็จะแตกต่างไปตามรูปคดีและในแต่ละประเทศ

ผู้พิพากษา

ผู้พิพากษาเป็นบุคลากรหลักในฝ่ายตุลาการ ทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ในการพิจารณาและตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทตามกฎหมาย เพื่ออำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

มีอำนาจพิจารณาและตัดสินคดีแพ่ง อาญา ฯลฯ กำกับดูแลการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล

ดังนั้น ในภาพรวมแล้ว อัยการและผู้พิพากษาจึงต้องทำงานร่วมกันอย่างแยกกันไม่ได้

ตัวอย่างรูปแบบทั่วไปที่เราพบคือ เมื่อเกิดคดี นาย A ฆ่าคนตาย ตำรวจได้เดินหน้ารวบรวมหลักฐาน ทำสำนวนฟ้องส่งให้อัยการ เมื่อรับมาแล้ว อัยการก็ต้องพิจารณาจากหลักฐานและรูปคดีว่าเห็นควรส่งฟ้องหรือไม่ ถ้าส่งฟ้องศาล อัยการก็จะกลายเป็นทนายให้ฝ่ายโจทก์ในการเรียกร้องความยุติธรรมในชั้นศาลต่อไป ส่วนจำเลยก็จะต้องจ้างทนายมาสู้คดี หรือถ้าไม่มีเงินจ้าง ทางรัฐก็จะหาทนายมาว่าความให้ต่อไป

 

สำนักงานอัยการ คือ

สำนักงานอัยการ คือ หน่วยงานราชการอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่เป็นองค์กรอัยการในการอำนวยความยุติธรรม รักษาผลประโยชน์ของรัฐและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

 

บทบาทและหน้าที่หลัก

  • อำนวยความยุติธรรมทางอาญา ตรวจสอบและกลั่นกรองสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวน เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา รวมถึงทำหน้าที่เป็นโจทก์ฟ้องคดีและดำเนินคดีในศาล
  • รักษาผลประโยชน์ของรัฐ ทำหน้าที่เป็นทนายความให้แก่รัฐ ในการดำเนินคดีแพ่ง คดีปกครอง หรือคดีอื่น ๆ ที่หน่วยงานของรัฐหรือรัฐบาลเป็นผู้ฟ้องหรือถูกฟ้อง
  • คุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ให้คำปรึกษากฎหมาย ประสานงานประไพกราบ และให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือผู้ยากไร้
  • กำกับดูแลการบังคับคดี ดำเนินการบังคับคดีอาญาและคดีแพ่งตามที่กฎหมายมอบหมาย เพื่อให้การลงโทษหรือการชดใช้ค่าเสียหายเป็นไปตามคำพิพากษาของศาล

 

สายอาชีพและการเติบโตในหน้าที่ของอัยการ

จุดเด่นของการเติบโตในสายงาน

  1. มีความมั่นคงและก้าวหน้า มีระบบการเลื่อนชั้นตำแหน่งและเงินเดือนตามอายุงานและผลงานที่ชัดเจน
  2. มีเงินเพิ่มพิเศษตำแหน่ง นอกจากเงินเดือนข้าราชการแล้ว ยังมีเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งพนักงานอัยการ
  3. โอกาสในการเชี่ยวชาญเฉพาะทาง สามารถเติบโตในสำนักงานเฉพาะทางได้ เช่น อัยการคดีปราบปรามการทุจริต, อัยการคดีการค้าระหว่างประเทศ, หรืออัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน

 

หากถูกอัยการยื่นฟ้อง ต้องทำอย่างไร

เมื่อถูกพนักงานอัยการสั่งฟ้องต่อศาล สถานะจะเปลี่ยนจาก ผู้ต้องหา เป็น จำเลยในคดีอาญา ซึ่งมีขั้นตอนในการเตรียมการ ดังนี้

1. เตรียมการเรื่องการประกันตัว

  • เมื่ออัยการนำตัวไปยื่นฟ้องที่ศาล ศาลจะควบคุมตัวไว้ในทันที ดังนั้นต้องเตรียมหลักทรัพย์ (เงินสด, โฉนดที่ดิน, บุคคลค้ำประกัน) หรือหลักประกันจากกองทุนยุติธรรมไว้ให้พร้อม
  • ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลในวันที่ยื่นฟ้องเพื่อไม่ให้ถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำ

2. แต่งตั้งทนายความ

  • คดีอาญาจำเป็นต้องมีทนายความเพื่อสู้คดีและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย
  • หากไม่มีเงินจ้างทนาย ในวันนัดพิจารณาคดีนัดแรก (วันนัดสอบคำให้การ) สามารถแจ้งศาลว่ายังไม่มีทนาย ศาลจะจัดหาทนายความอาสาให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

3. เตรียมตัวในวันนัดสอบคำให้การ

  • ศาลจะอ่านและอธิบายคำฟ้องของอัยการให้ฟัง แล้วถามว่าจะรับสารภาพ หรือปฏิเสธ
  • หากรับสารภาพ ศาลจะตัดสินบทลงโทษทันที หรือสั่งสืบพฤติการณ์ก่อนลงโทษ ซึ่งมักได้ลดโทษกึ่งหนึ่ง
  • หากปฏิเสธ ศาลจะนัดตรวจพยานหลักฐานและนัดสืบพยานต่อไป เพื่อให้จำเลยนำสืบต่อสู้คดี

4. รวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับทนายความ

  • หาพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุที่ยืนยันความบริสุทธิ์ของจำเลย
  • ตรวจสอบคำฟ้องและพยานหลักฐานของฝั่งอัยการเพื่อหาข้อบกพร่องหรือจุดโต้แย้ง

 

อัยการไม่สั่งฟ้อง คืออะไร เพราะอะไร

อัยการสั่งไม่ฟ้อง คือ การที่พนักงานอัยการพิจารณาสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนแล้ว มีความเห็นทางคดีว่า ไม่ควรนำตัวผู้ต้องหาไปยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาล ส่งผลให้ขั้นตอนการดำเนินคดีอาญาในส่วนของรัฐบาล/อัยการยุติลงชั่วคราวหรือเด็ดขาดตามกฎหมาย

เหตุผลหลักที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง

พยานหลักฐานไม่เพียงพอ

หลักฐานในสำนวนยังแน่นหนาไม่พอที่จะพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้อย่างปราศจากข้อสงสัย การฟ้องไปอาจทำให้ศาลยกฟ้อง จึงสั่งไม่ฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาไม่ให้ตกเป็นจำเลยโดยไม่จำเป็น

ข้อเท็จจริงไม่เป็นความผิดทางอาญา

การกระทำตามที่ถูกกล่าวหา เมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้ว ไม่เข้าข่ายเป็นความผิดทางอาญา (เช่น เป็นเพียงเรื่องการผิดสัญญาทางแพ่ง)

คดีขาดอายุความ

ระยะเวลาในการดำเนินคดีตามที่กฎหมายกำหนดได้สิ้นสุดลงแล้ว

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป

เกิดเหตุตามกฎหมายที่ทำให้ดำเนินคดีต่อไม่ได้ เช่น ผู้ต้องหาเสียชีวิต หรือมีการยอมความกันในคดีความผิดอันยอมความได้

 

ติดต่อทนายให้ดำเนินคดี

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจ ฟ้องคดียักยอกทรัพย์ สามารถปรึกษาทนายก่อนไปศาล ได้ที่ สำนักงานทนายความติวานนท์ ผ่านช่องทางติดต่อ ดังต่อไปนี้

 

แหล่งอ้างอิง

สำนักงานทนายความติวานนท์ ให้บริการฟ้องคดีแพ่ง ฟ้องคดีอาญา ฟ้องหมิ่นประมาท ฟ้องชู้ ฟ้องขับไล่ ฟ้องลูกหนี้
การทำงานครอบคลุมถึง การออกโนติส การฟ้องคดีโดยตรง การทำงานร่วมกับตำรวจและพนักงานอัยการ
การร้องขอความเป็นธรรม การประกันตัวผู้ต้องหา การไต่สวนมูลฟ้อง การเขียนคำให้การของจำเลย การฟ้องแย้ง
การยื่นอุทธรณ์และการยื่นฎีกา รวมทั้งการสืบทรัพย์ การบังคับคดี และการตั้งเรื่องยึดทรัพย์ขายทอดตลาด

อัตราค่าจ้างทนาย ต้องสอบถามทางบริษัทเท่านั้น สามารถติดต่อได้ตามช่องทางต่อไปนี้

สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อทนาย
โทร
แชทไลน์
อีเมล
สำนักงาน
ทนายความ สำนักงานทนายความ สำนักงานกฏหมาย
เลือกอ่านหัวข้อที่คุณสนใจ
อ่านบทความล่าสุด