อัยการ เป็นข้าราชการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด มีบทบาทเป็น “ทนายของแผ่นดิน” หน้าที่หลักของอัยการคือการดำเนินคดีอาญาในนามของรัฐ เมื่อตำรวจสืบสวนและสรุปสำนวนคดีส่งมา อัยการจะเป็นผู้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดและตัดสินใจว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลหรือไม่ หากสั่งฟ้อง อัยการก็จะเป็นโจทก์ในคดี เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและรักษาความสงบสุขของสังคม
อัยการ คืออะไร มีหน้าที่อะไร
อัยการ คือ เจ้าพนักงานของรัฐที่มีหน้าที่รวบรวมสำนวนคดีจากเจ้าพนักงานสอบสวนหรือตำรวจ แล้วรับมาดำเนินการต่อว่า จะฟ้องไปชั้นศาลหรือไม่ ถ้าสั่งฟ้อง อัยการก็จะเป็นทนายฝ่ายโจทก์ในการดำเนินคดีฟ้องเอาผิดจำเลยหรือผู้ต้องหาในคดีนั้นๆไป โดยอำนาจหน้าที่ของอัยการก็จะแตกต่างไปตามรูปคดีและในแต่ละประเทศ
กว่าจะเป็นอัยการ ต้องเรียนและสอบอะไรบ้าง
1. ศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์
การก้าวเข้าสู่สายงานอัยการเริ่มต้นจากการศึกษาในสาขานิติศาสตร์หรือกฎหมายในระดับปริญญาตรี ผู้ที่สนใจในอาชีพนี้จะต้องจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย การศึกษาในระดับนี้จะครอบคลุมถึงพื้นฐานของกฎหมายในหลายสาขา เช่น กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายมหาชน และกฎหมายระหว่างประเทศ
2. สอบเนติบัณฑิต
หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว ผู้ที่สนใจในอาชีพอัยการจะต้องสอบผ่านการสอบเนติบัณฑิต ซึ่งเป็นการสอบที่ทดสอบความรู้ทางกฎหมายเชิงลึก การสอบเนติบัณฑิตประกอบด้วยข้อสอบหลายวิชาที่ครอบคลุมทั้งกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายมหาชน และกฎหมายพาณิชย์ การสอบนี้มุ่งเน้นให้ผู้เข้าสอบมีความเข้าใจและสามารถใช้กฎหมายในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายได้ในสถานการณ์จริง
3. ต้องมีประสบการณ์การทำงานในสายงานกฎหมาย
หลังจากผ่านการสอบเนติบัณฑิตแล้ว ผู้ที่ต้องการเป็นอัยการจะต้องมีประสบการณ์ทำงานในสายงานกฎหมายอย่างน้อย 2 ปี โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่สนใจจะทำงานในฐานะทนายความ อัยการผู้ช่วย หรือเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย การทำงานในสายงานเหล่านี้จะช่วยให้ผู้สนใจได้รับประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย การเจรจาคดี และการวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายในเชิงลึก
4. สอบคัดเลือกเพื่อเป็นอัยการผู้ช่วย
เมื่อมีประสบการณ์การทำงานในสายงานกฎหมายอย่างน้อย 2 ปีแล้ว ผู้ที่สนใจในอาชีพอัยการจะต้องสมัครสอบคัดเลือกเพื่อเป็นอัยการผู้ช่วย การสอบนี้เป็นการสอบที่เข้มข้นและต้องอาศัยความรู้ความสามารถทางกฎหมายในเชิงลึก การสอบคัดเลือกเพื่อเป็นอัยการผู้ช่วยนั้นประกอบด้วยข้อสอบที่เน้นการวิเคราะห์คดี การใช้เหตุผลทางกฎหมาย และการจัดการกับปัญหาทางกฎหมายที่ซับซ้อน
คุณสมบัติสนามใหญ่ สำหรับผู้มีประสบการณ์ 2 ปี
อายุ: ไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์
ประสบการณ์: ต้องเป็นทนายความมาไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือทำงานอื่นที่เกี่ยวกับกฎหมายตามที่กำหนด เช่น นิติกร, อาจารย์คณะนิติศาสตร์, พนักงานคุมประพฤติ ฯลฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี
สนามเล็ก สำหรับผู้มีประสบการณ์ 1 ปี แต่คุณวุฒิสูงขึ้น
อายุ: ไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์
คุณวุฒิพิเศษ: ต้องจบปริญญาโททางกฎหมาย (ในประเทศหรือต่างประเทศ) หรือ จบเนติบัณฑิตไทยได้คะแนนในระดับดี
ประสบการณ์: ลดลงมาเหลือเพียง 1 ปี ในการเป็นทนายความหรือทำงานด้านกฎหมายอื่นๆ
สนามจิ๋ว สำหรับผู้จบปริญญาเอก หรือ ป.โท จากต่างประเทศ
อายุ: ไม่ต่ำกว่า 28 ปีบริบูรณ์
คุณวุฒิพิเศษ: ต้องจบปริญญาเอกทางกฎหมาย หรือ จบปริญญาโททางกฎหมายถึง 2 ใบ หรือ จบปริญญาโทกฎหมายจากต่างประเทศในบางประเทศที่กำหนด (เช่น สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, เยอรมนี)
ประสบการณ์: ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ทำงานด้านกฎหมาย 2 ปีแบบสนามใหญ่ แต่ต้องประกอบวิชาชีพอย่างใดอย่างหนึ่งมาแล้ว
อัยการ เงินเดือนเท่าไหร่
เงินเดือนพนักงานอัยการ ฐานเงินเดือนตามชั้น
อัตราเงินเดือนและเงินประจำแหน่งของพนักงานอัยการ เริ่มต้นที่ 25,000 บาท ถึง 81,920 บาท แตกต่างกันไปตามแต่ละขั้น โดยตำแหน่งข้าราชการอัยการมีทั้งหมด 8 ขั้น อ้างอิงข้อมูลจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 ดังนี้
1. อัยการสูงสุด (อัยการชั้น 8)
- อัตราเงินเดือน 81,920 บาท
- เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท
- รวมเงินเดือนที่ได้รับ 123,040 บาท
2. รองอัยการสูงสุดและผู้ตรวจการอัยการ (อัยการชั้น 7)
- อัตราเงินเดือน 80,540 บาท
- เงินประจำตำแหน่ง 42,000 บาท
- รวมเงินเดือนที่ได้รับ 121,360 บาท
3. อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค รองอธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่าย และอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ (อัยการชั้น 6)
- อัตราเงินเดือน 78,170 บาท
- เงินประจำตำแหน่ง 41,500 บาท
- รวมเงินเดือนที่ได้รับ 119,670 บาท
4. อัยการผู้เชี่ยวชาญ (อัยการชั้น 5)
- อัตราเงินเดือน 76,800 บาท
- เงินประจำตำแหน่ง 41,000 บาท
- รวมเงินเดือนที่ได้รับ 117,800 บาท
5. อัยการจังหวัดและอัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด (อัยการชั้น 4)
- อัตราเงินเดือนเริ่มต้น 74,360 – 75,560 บาท
- เงินประจำตำแหน่งเริ่มต้น 30,000 – 40,000 บาท
- รวมเงินเดือนที่ได้รับ 104,360 – 115,560 บาท
6. อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุดหรือรองอัยการจังหวัด (อัยการชั้น 3)
- อัตราเงินเดือนเริ่มต้น 37,110 – 73,240 บาท
- เงินประจำตำแหน่งเริ่มต้น 23,300 – 29,000 บาท
- รวมเงินเดือนที่ได้รับ 60,410 – 102,240 บาท
7. อัยการประจำกองหรืออัยการจังหวัดผู้ช่วย (อัยการชั้น 2)
- อัตราเงินเดือนเริ่มต้น 30,000 – 34,210 บาท
- เงินประจำตำแหน่ง 20,000 บาท
- รวมเงินเดือนที่ได้รับ 50,000 – 54,210 บาท
8. อัยการผู้ช่วย (อัยการชั้น 1)
- อัตราเงินเดือนเริ่มต้น 25,000 – 26,930 บาท
- เงินประจำตำแหน่ง 10,000 บาท
- รวมเงินเดือนที่ได้รับ 35,000 – 36,930 บาท
อัยการ กับ ทนาย ต่างกันอย่างไร
1. สังกัดและหน้าที่
- อัยการ เป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐและประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม
- ทนายความ เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ (หรือสังกัดสำนักงานกฎหมายเอกชน) ที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาทนายความ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางกฎหมายให้แก่ลูกความ (คู่ความ)
2. บทบาทหน้าที่ในคดีความ
คดีอาญา
- อัยการ มีหน้าที่กลั่นกรองพยานหลักฐานจากสำนวนสอบสวนของตำรวจ หากเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ จะทำหน้าที่เป็น โจทก์ ยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของสาธารณชน
- ทนายความ สามารถทำหน้าที่ได้ทั้งสองฝ่าย คือ เป็นทนายโจทก์ (ช่วยฟ้องคดีอาญาแทนผู้เสียหาย) หรือเป็นทนายจำเลย (ต่อสู้คดีและคุ้มครองสิทธิให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา)
คดีแพ่ง
- อัยการ จะเข้าดำเนินการเฉพาะคดีที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่เพื่อปกป้องประโยชน์ของรัฐหรือส่วนรวม เช่น การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในกรณีพิเศษ คดีที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
- ทนายความ ทำหน้าที่ว่าความและดำเนินการทางกฎหมายในคดีแพ่งทั่วไปทุกรูปแบบให้แก่เอกชน เช่น คดีผิดสัญญา คดีฟ้องหย่า คดีละเมิด หรือคดีที่ดิน
3. จุดมุ่งหมายในการทำงาน
- อัยการ มุ่งค้นหาความจริงและอำนวยความยุติธรรมอย่างเป็นกลาง ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การเอาชนะคดี หากพบว่าผู้ต้องหาไม่ได้กระทำความผิด อัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องได้
- ทนายความ มุ่งรักษาผลประโยชน์และสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของลูกความตนเองอย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบของกฎหมายและจริยธรรมทางวิชาชีพ
อัยการ กับ ผู้พิพากษา ต่างกันอย่างไร
อัยการ
อัยการ คือ เจ้าพนักงานของรัฐที่มีหน้าที่รวบรวมสำนวนคดีจากเจ้าพนักงานสอบสวนหรือตำรวจ แล้วรับมาดำเนินการต่อว่า จะฟ้องไปชั้นศาลหรือไม่ ถ้าสั่งฟ้อง อัยการก็จะเป็นทนายฝ่ายโจทก์ในการดำเนินคดีฟ้องเอาผิดจำเลยหรือผู้ต้องหาในคดีนั้นๆไป โดยอำนาจหน้าที่ของอัยการก็จะแตกต่างไปตามรูปคดีและในแต่ละประเทศ
ผู้พิพากษา
ผู้พิพากษาเป็นบุคลากรหลักในฝ่ายตุลาการ ทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ในการพิจารณาและตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทตามกฎหมาย เพื่ออำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
มีอำนาจพิจารณาและตัดสินคดีแพ่ง อาญา ฯลฯ กำกับดูแลการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล
ดังนั้น ในภาพรวมแล้ว อัยการและผู้พิพากษาจึงต้องทำงานร่วมกันอย่างแยกกันไม่ได้
ตัวอย่างรูปแบบทั่วไปที่เราพบคือ เมื่อเกิดคดี นาย A ฆ่าคนตาย ตำรวจได้เดินหน้ารวบรวมหลักฐาน ทำสำนวนฟ้องส่งให้อัยการ เมื่อรับมาแล้ว อัยการก็ต้องพิจารณาจากหลักฐานและรูปคดีว่าเห็นควรส่งฟ้องหรือไม่ ถ้าส่งฟ้องศาล อัยการก็จะกลายเป็นทนายให้ฝ่ายโจทก์ในการเรียกร้องความยุติธรรมในชั้นศาลต่อไป ส่วนจำเลยก็จะต้องจ้างทนายมาสู้คดี หรือถ้าไม่มีเงินจ้าง ทางรัฐก็จะหาทนายมาว่าความให้ต่อไป
สำนักงานอัยการ คือ
สำนักงานอัยการ คือ หน่วยงานราชการอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่เป็นองค์กรอัยการในการอำนวยความยุติธรรม รักษาผลประโยชน์ของรัฐและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
บทบาทและหน้าที่หลัก
- อำนวยความยุติธรรมทางอาญา ตรวจสอบและกลั่นกรองสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวน เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา รวมถึงทำหน้าที่เป็นโจทก์ฟ้องคดีและดำเนินคดีในศาล
- รักษาผลประโยชน์ของรัฐ ทำหน้าที่เป็นทนายความให้แก่รัฐ ในการดำเนินคดีแพ่ง คดีปกครอง หรือคดีอื่น ๆ ที่หน่วยงานของรัฐหรือรัฐบาลเป็นผู้ฟ้องหรือถูกฟ้อง
- คุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ให้คำปรึกษากฎหมาย ประสานงานประไพกราบ และให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือผู้ยากไร้
- กำกับดูแลการบังคับคดี ดำเนินการบังคับคดีอาญาและคดีแพ่งตามที่กฎหมายมอบหมาย เพื่อให้การลงโทษหรือการชดใช้ค่าเสียหายเป็นไปตามคำพิพากษาของศาล
สายอาชีพและการเติบโตในหน้าที่ของอัยการ
จุดเด่นของการเติบโตในสายงาน
- มีความมั่นคงและก้าวหน้า มีระบบการเลื่อนชั้นตำแหน่งและเงินเดือนตามอายุงานและผลงานที่ชัดเจน
- มีเงินเพิ่มพิเศษตำแหน่ง นอกจากเงินเดือนข้าราชการแล้ว ยังมีเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งพนักงานอัยการ
- โอกาสในการเชี่ยวชาญเฉพาะทาง สามารถเติบโตในสำนักงานเฉพาะทางได้ เช่น อัยการคดีปราบปรามการทุจริต, อัยการคดีการค้าระหว่างประเทศ, หรืออัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน
หากถูกอัยการยื่นฟ้อง ต้องทำอย่างไร
เมื่อถูกพนักงานอัยการสั่งฟ้องต่อศาล สถานะจะเปลี่ยนจาก ผู้ต้องหา เป็น จำเลยในคดีอาญา ซึ่งมีขั้นตอนในการเตรียมการ ดังนี้
1. เตรียมการเรื่องการประกันตัว
- เมื่ออัยการนำตัวไปยื่นฟ้องที่ศาล ศาลจะควบคุมตัวไว้ในทันที ดังนั้นต้องเตรียมหลักทรัพย์ (เงินสด, โฉนดที่ดิน, บุคคลค้ำประกัน) หรือหลักประกันจากกองทุนยุติธรรมไว้ให้พร้อม
- ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลในวันที่ยื่นฟ้องเพื่อไม่ให้ถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำ
2. แต่งตั้งทนายความ
- คดีอาญาจำเป็นต้องมีทนายความเพื่อสู้คดีและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย
- หากไม่มีเงินจ้างทนาย ในวันนัดพิจารณาคดีนัดแรก (วันนัดสอบคำให้การ) สามารถแจ้งศาลว่ายังไม่มีทนาย ศาลจะจัดหาทนายความอาสาให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
3. เตรียมตัวในวันนัดสอบคำให้การ
- ศาลจะอ่านและอธิบายคำฟ้องของอัยการให้ฟัง แล้วถามว่าจะรับสารภาพ หรือปฏิเสธ
- หากรับสารภาพ ศาลจะตัดสินบทลงโทษทันที หรือสั่งสืบพฤติการณ์ก่อนลงโทษ ซึ่งมักได้ลดโทษกึ่งหนึ่ง
- หากปฏิเสธ ศาลจะนัดตรวจพยานหลักฐานและนัดสืบพยานต่อไป เพื่อให้จำเลยนำสืบต่อสู้คดี
4. รวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับทนายความ
- หาพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุที่ยืนยันความบริสุทธิ์ของจำเลย
- ตรวจสอบคำฟ้องและพยานหลักฐานของฝั่งอัยการเพื่อหาข้อบกพร่องหรือจุดโต้แย้ง
อัยการไม่สั่งฟ้อง คืออะไร เพราะอะไร
อัยการสั่งไม่ฟ้อง คือ การที่พนักงานอัยการพิจารณาสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนแล้ว มีความเห็นทางคดีว่า ไม่ควรนำตัวผู้ต้องหาไปยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาล ส่งผลให้ขั้นตอนการดำเนินคดีอาญาในส่วนของรัฐบาล/อัยการยุติลงชั่วคราวหรือเด็ดขาดตามกฎหมาย
เหตุผลหลักที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง
พยานหลักฐานไม่เพียงพอ
หลักฐานในสำนวนยังแน่นหนาไม่พอที่จะพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้อย่างปราศจากข้อสงสัย การฟ้องไปอาจทำให้ศาลยกฟ้อง จึงสั่งไม่ฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาไม่ให้ตกเป็นจำเลยโดยไม่จำเป็น
ข้อเท็จจริงไม่เป็นความผิดทางอาญา
การกระทำตามที่ถูกกล่าวหา เมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้ว ไม่เข้าข่ายเป็นความผิดทางอาญา (เช่น เป็นเพียงเรื่องการผิดสัญญาทางแพ่ง)
คดีขาดอายุความ
ระยะเวลาในการดำเนินคดีตามที่กฎหมายกำหนดได้สิ้นสุดลงแล้ว
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป
เกิดเหตุตามกฎหมายที่ทำให้ดำเนินคดีต่อไม่ได้ เช่น ผู้ต้องหาเสียชีวิต หรือมีการยอมความกันในคดีความผิดอันยอมความได้
ติดต่อทนายให้ดำเนินคดี
ก่อนที่คุณจะตัดสินใจ ฟ้องคดียักยอกทรัพย์ สามารถปรึกษาทนายก่อนไปศาล ได้ที่ สำนักงานทนายความติวานนท์ ผ่านช่องทางติดต่อ ดังต่อไปนี้
- เบอร์โทร 02-125-2511
- เวลาทำการ 08.00-17.00 น. ทนายหยุดวันอาทิตย์
- E-mail : info@tiwanonlaw.com
- Facebook : www.facebook.com/tiwanonlaw
- Line : https://line.me/ti/p/@tiwanonlaw
- ติดต่อเรา : แผนที่สำนักงานทนายความติวานนท์
แหล่งอ้างอิง
- สำนักงานอัยการสูงสุด – ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร ประวัติ บทบาท และอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ
- พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 – กำหนดอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดและพนักงานอัยการ
- ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ – ใช้อ้างอิงหลักการและแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการ


