หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์ให้เงิน ซื้อของ หรือโอนทรัพย์สินให้คนรัก คนในครอบครัว หรือบุคคลอื่นด้วยความสมัครใจ แต่เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนไปกลับอยากได้ทรัพย์สินคืน จนเกิดคำถามว่า “ให้ไปแล้วเรียกคืนได้หรือไม่?” หรือถ้าอีกฝ่ายพูดไม่จริงตั้งแต่แรกเพื่อให้เราโอนเงิน แบบนี้เป็นเพียง การให้โดยเสน่หา หรือเข้าข่าย การฉ้อโกง
สองกรณีนี้มีผลทางกฎหมายแตกต่างกันค่อนข้างมาก เพราะการให้โดยเสน่หาเป็นเรื่องทางแพ่งที่เกิดจากความสมัครใจของผู้ให้ ขณะที่การฉ้อโกงเป็นความผิดทางอาญาที่ต้องมีพฤติการณ์หลอกลวงและเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้ทรัพย์สินค่ะ
การให้โดยเสน่หา คืออะไร
การให้โดยเสน่หา คือ การที่บุคคลหนึ่งโอนทรัพย์สินของตนให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งโดยสมัครใจ และไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทนกลับคืนมา
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 521 กำหนดหลักของสัญญาให้ไว้ว่า ผู้ให้โอนทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้รับโดยเสน่หา และผู้รับยอมรับทรัพย์สินนั้น
ตัวอย่างที่พบได้ทั่วไป เช่น
- พ่อแม่ให้เงินหรือทรัพย์สินแก่ลูก
- ซื้อโทรศัพท์หรือของขวัญให้แฟน
- โอนเงินให้คนรักใช้จ่ายโดยไม่ได้ตกลงให้คืน
- ยกรถให้บุคคลในครอบครัว
- ยกทรัพย์สินให้บุคคลอื่นด้วยความรักหรือความเอ็นดู
สำหรับทรัพย์สินทั่วไป การให้จะสมบูรณ์เมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินตามหลักมาตรา 523 ส่วนทรัพย์สินบางประเภท เช่น ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้การซื้อขายต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน การให้ก็ต้องดำเนินการตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนดเช่นกันค่ะ
Note : หากท่านต้องการสอบถามค่าจ้างทนายความในการฟ้องคดีฉ้อโกง อ่านเพิ่มที่ ค่าจ้างทนาย
ให้เงินแฟนแล้วเลิกกัน สามารถขอคืนได้ไหม?
กรณีนี้เป็นหนึ่งในคำถามที่พบได้บ่อยที่สุดค่ะ
หากตอนที่ให้เงินหรือซื้อทรัพย์สินให้นั้น ผู้ให้ตั้งใจให้โดยสมัครใจและไม่ได้ตกลงว่าจะต้องคืน การให้ดังกล่าวอาจถือเป็นการให้โดยเสน่หา เมื่อการให้สมบูรณ์แล้ว การเลิกกันภายหลังไม่ได้ทำให้ผู้ให้มีสิทธิเรียกทรัพย์สินคืนโดยอัตโนมัติค่ะ
ตัวอย่างเช่น ระหว่างคบกันฝ่ายหนึ่งโอนเงินให้อีกฝ่ายเป็นครั้งคราวเพื่อใช้จ่าย ซื้อของขวัญ หรือช่วยค่าใช้จ่ายโดยไม่มีข้อความหรือหลักฐานว่าเป็นเงินกู้ การจะมาเรียกเงินคืนทั้งหมดเพียงเพราะเลิกรากันแล้วจึงอาจทำได้ยากค่ะ
อย่างไรก็ตาม หากมีหลักฐานว่าเป็น เงินกู้ เงินยืม การให้แบบมีเงื่อนไข หรือเกิดจากการหลอกลวง ผลทางกฎหมายอาจแตกต่างออกไปค่ะ
การให้โดยเสน่หา ถอนคืนได้หรือไม่?
หลักทั่วไปคือ เมื่อการให้สมบูรณ์แล้ว ผู้ให้ไม่สามารถเปลี่ยนใจและขอทรัพย์สินคืนได้เพียงเพราะเสียดายหรือความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงค่ะ
แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 เปิดโอกาสให้ถอนคืนการให้ได้ในบางกรณี หากผู้รับ ประพฤติเนรคุณ ต่อผู้ให้ โดยมีเหตุสำคัญ 3 กรณี ได้แก่
1. ผู้รับประทุษร้ายผู้ให้อย่างร้ายแรง
เช่น มีพฤติการณ์ทำร้ายผู้ให้ในลักษณะที่เข้าข่ายความผิดอาญาร้ายแรง ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละคดีค่ะ
2. ผู้รับทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียงหรือหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง
ต้องเป็นพฤติการณ์ที่มีความร้ายแรงเพียงพอ ไม่ใช่เพียงการทะเลาะหรือมีความคิดเห็นไม่ตรงกันตามปกติค่ะ
3. ผู้รับไม่ยอมให้สิ่งจำเป็นในการเลี้ยงชีพแก่ผู้ให้
กรณีนี้ผู้ให้ต้องอยู่ในภาวะยากไร้ ต้องการสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และผู้รับมีความสามารถที่จะช่วยเหลือได้ แต่กลับปฏิเสธค่ะ
ดังนั้น คำว่า “เนรคุณ” ในความรู้สึกทั่วไป กับ “ประพฤติเนรคุณ” ตามกฎหมายอาจไม่เหมือนกัน การทะเลาะกัน เลิกรา ไม่นับถือกัน หรือไม่ติดต่อกันอีก ไม่ได้หมายความว่าจะถอนคืนการให้ได้ทุกกรณีค่ะ
ถอนคืนการให้ ต้องฟ้องภายในกี่ปี?
เรื่องระยะเวลาถือว่าสำคัญมาก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 533 หากผู้ให้ให้อภัยผู้รับไปแล้ว หรือปล่อยเวลาเกิน 6 เดือนนับแต่วันที่ผู้มีสิทธิถอนคืนทราบเหตุประพฤติเนรคุณ อาจไม่สามารถถอนคืนการให้ได้ค่ะ
นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดห้ามฟ้องเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น
ดังนั้น หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการถอนคืนการให้ ไม่ควรพิจารณาเพียงระยะเวลา 10 ปี เพราะกฎหมายยังมีเงื่อนไขเรื่อง 6 เดือนนับแต่ทราบเหตุด้วยค่ะ
การให้แบบไหนถอนคืนเพราะเนรคุณไม่ได้?
มาตรา 535 กำหนดการให้บางประเภทที่ไม่สามารถถอนคืนเพราะเหตุเนรคุณ ได้แก่
- การให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้
- การให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน
- การให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา
- การให้ในการสมรส
จึงจำเป็นต้องตรวจสอบก่อนว่าการให้ทรัพย์สินนั้นเป็น “การให้” ประเภทใด และข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขถอนคืนตามกฎหมายจริงหรือไม่ค่ะ
ข้อยกเว้นการให้ที่ผู้ให้ไม่สามารถถอนคืนการให้ได้
การถอนคืนการให้นี้ก็มีข้อยกเว้นอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535 คือการให้ตามที่ผมจะกล่าวนี้จะถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณไม่ได้นั่นเอง
1.ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยเเท้ เป็นการให้ในเชิงตอบแทนหรือเป็นรางวัล โดยที่ไม่ได้ตกลงกันมาก่อนว่าจะให้
2.ให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน คือผู้รับทรัพย์นั้นมาจะต้องปฏิบัติตามภาระตอบแทนการให้ด้วย เช่น รับที่ดินที่ติดจำนองมาโดยผู้รับจะต้องไปไถ่จำนองออกมา
3.ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา คือการให้ที่ผู้ให้มีหน้าที่ทางศีลธรรมที่จะต้องให้ แม้ไม่ให้ก็ไม่ผิดกฎหมาย เช่น พ่อแม่ยกทรัพย์สินให้ลูกคนหนึ่งแล้วให้ลูกคนที่เป้นผู้รับเอาไปแบ่งกับพี่น้องคนอื่นๆ แบบนี้ลูกคนที่เป็นผู้รับมีหน้าที่ธรรมจรรยาที่จะต้องแบ่งให้พี่น้องคนอื่นๆ
4.ให้ในการสมรส คือการที่เหล่าพ่อแม่ ญาติ พี่น้อง หรือคนรู้จักให้ทรัพย์สินแก่คู่สมรสในการสมรสนั่นเอง ซึ่งจะต้องมีการจดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วยครับ
อายุความในการเพิกถอนการให้โดยเสน่หา
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 533 กำหนดไว้ว่า เมื่อผู้ให้ได้ให้อภัยแก่ผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณนั้นแล้วก็ดีหรือเวลาได้ล่วงเลยไปแล้วหกเดือนนับแต่เหตุเช่นนั้นได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้นั้น หาอาจถอนคืนการให้ได้ไม่
อนึ่ง ไม่ให้ฟ้องเมื่อพ้น 10 ปี ภายหลังจากเหตุการณ์เช่นว่านั้น
ปรึกษาทนายความเพื่อรักษาสิทธิภายในกำหนดอายุความ
เนื่องจากเรื่องการเพิกถอนการให้มีเงื่อนไขด้านเวลาที่ค่อนข้างเคร่งครัด โดยเฉพาะกำหนดเวลา 6 เดือนนับแต่ทราบเหตุประพฤติเนรคุณ การมี ทนายความ ที่มีความเชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาจะช่วยให้คุณสามารถเตรียมพยานหลักฐานและดำเนินการฟ้องร้องได้ทันท่วงที ทนายความจะช่วยวิเคราะห์ข้อเท็จจริงว่าพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าข่ายการเนรคุณตามกฎหมายหรือไม่ เพื่อวางรูปคดีให้รัดกุมและปกป้องประโยชน์ของคุณอย่างสูงสุด
การฉ้อโกง คือ
การฉ้อโกง หมายถึง การหลอกคนอื่นโดยแสดงข้อความเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกเพื่อเอาทรัพย์สินคนอื่นหรือทำให้คนอื่นทำ ถอน ทำลาย เอกสารสิทธิ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จากนิยามข้างต้น การกระทำลักษณะดังกล่าวถือเป็นความผิดใน คดีฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาที่เกิดจากการหลอกลวงผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้ง โดยต้องมี “เจตนาทุจริต” และทำให้ผู้เสียหายเกิดความเสียหายจริง
ในทางปฏิบัติ คดีฉ้อโกงอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น การหลอกลงทุน การซื้อขายที่ไม่เป็นไปตามสัญญา หรือการแอบอ้างข้อมูลเพื่อให้ได้ทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนได้ ทั้งในทางแพ่งและอาญา
ตัวอย่างเช่น
- ปลอมตัวเป็นบุคคลอื่นแล้วหลอกให้โอนเงิน
- อ้างเหตุการณ์ที่ไม่มีอยู่จริงเพื่อให้ผู้เสียหายโอนเงิน
- หลอกว่าต้องใช้เงินรักษาพยาบาลทั้งที่ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว
- หลอกให้ลงทุนในกิจการที่ไม่มีอยู่จริง
- สร้างความสัมพันธ์เพื่อหลอกให้โอนเงิน โดยมีเจตนาหลอกเอาทรัพย์สินมาตั้งแต่ต้น
หากคุณต้องการศึกษาแนวทางการดำเนินคดี ขั้นตอน และวิธีป้องกัน สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ คดีฉ้อโกง ได้จากบทความนี้ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจข้อกฎหมายและแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง
องค์ประกอบการฉ้อโกง
หลอกลวง หมายความถึง ใช้เล่ห์อุบายลวงให้เข้าใจผิด, ต้มตุ๋น
แสดงข้อความอันเป็นเท็จ หมายความถึง มีข้อเท็จจริงอยู่แล้ว นำมาเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงนั้นแต่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่มีอยู่ นั้นถือว่าเป็นข้อความเท็จ
ทรัพย์สิน หมายความถึง วัตถุทั้งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ เช่น บ้าน ที่ดิน เป็นวัตถุมีรูปร่าง ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เป็นวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งแบ่งประเภทเป็น
การกระทำที่เป็นความผิดที่เป็นการหลอกลวง คือ การกระทำให้เข้าใจผิดหรือหลงผิด สำคัญผิด ซึ่งอาจจะกระทำโดย การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2283/2565
โจทก์ทั้งสิบสองซื้อบ้านและที่ดิน โครงการหมู่บ้าน ศ. 1 โดยจำเลยทั้งสองและ จ. ปกปิดข้อความจริงว่า โครงการหมู่บ้าน ศ. 1 ไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรตามกฎหมายและ จ. แจ้งว่าโครงการจัดให้มีลานจอดรถอันเป็นสาธารณูปโภค โจทก์ทั้งสิบสองชำระเงินครบถ้วนและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านแล้ว ดังนั้น เงินค่าซื้อที่ดินและบ้านที่จำเลยทั้งสองได้รับจากโจทก์ทั้งสิบสอง จึงเกิดจากการซื้อขายที่ดินและบ้าน มิใช่เกิดจากการปกปิดข้อความจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดิน ทั้งการที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ขออนุญาตจากทางราชการให้ดำเนินการจัดสรรที่ดิน ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะฉ้อโกงโจทก์ทั้งสิบสอง และที่จำเลยทั้งสองไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารบนที่ดินที่ จ. จัดให้เป็นลานจอดรถโดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสิบสองทราบนั้น มิใช่การปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งเพราะจำเลยทั้งสองไม่จำเป็นต้องแจ้งให้โจทก์ทั้งสิบสองทราบ ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้ทรัพย์สินไปจากโจทก์ทั้งสิบสองเพราะที่ดินเป็นลานจอดรถยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ จ. ส่วนการที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นบนที่ดินสาธารณูปโภคที่เป็นลานจอดรถ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามคำมั่นของ จ. ที่ให้ไว้กับโจทก์ทั้งสิบสองเท่านั้น กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ประมวลกฎหมายอาญา. มาตรา 341 เป็นต้น
การให้โดยเสน่หา กับ การฉ้อโกง ต่างกันอย่างไร?
| ประเด็น | การให้โดยเสน่หา | การฉ้อโกง |
|---|---|---|
| ลักษณะ | ให้ทรัพย์สินโดยสมัครใจ | ได้ทรัพย์จากการหลอกลวง |
| เจตนาของผู้ให้ | ต้องการให้เอง | โอนเพราะหลงเชื่อ |
| เจตนาของผู้รับ | ไม่จำเป็นต้องมีเจตนาทุจริต | ต้องมีเจตนาทุจริตตามองค์ประกอบกฎหมาย |
| ประเภทคดี | โดยหลักเป็นเรื่องทางแพ่ง | เป็นความผิดทางอาญา และอาจมีสิทธิเรียกทรัพย์หรือค่าเสียหาย |
| ขอเงินหรือทรัพย์คืน | ทำได้เฉพาะเมื่อมีสิทธิตามกฎหมายหรือข้อตกลง | อาจดำเนินคดีและเรียกร้องความเสียหายได้ตามข้อเท็จจริง |
| หลักฐานสำคัญ | หลักฐานการให้ ข้อตกลง และเจตนาของคู่กรณี | ข้อความหลอกลวง แชท สลิป หลักฐานตัวตนเท็จ และพฤติการณ์ก่อนรับเงิน |
หลอกให้รักแล้วโอนเงิน เป็นฉ้อโกงทุกกรณีหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกกรณีค่ะ
ประเด็นสำคัญคือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าอีกฝ่ายมี พฤติการณ์หลอกลวงและเจตนาทุจริตเพื่อเอาทรัพย์สิน
ตัวอย่างเช่น หากคนสองคนคบกันจริง และฝ่ายหนึ่งสมัครใจช่วยค่าใช้จ่ายให้อีกฝ่ายโดยไม่ได้มีเรื่องโกหกเกี่ยวกับเหตุที่ต้องใช้เงิน กรณีดังกล่าวอาจเป็นเพียงการให้โดยเสน่หา
แต่หากอีกฝ่ายสร้างเรื่องเท็จ เช่น อ้างว่าญาติป่วย ต้องจ่ายค่ารักษา ต้องใช้เงินลงทุน หรือใช้ตัวตนปลอม และผู้เสียหายโอนเงินเพราะเชื่อเรื่องดังกล่าว ก็อาจมีประเด็นเรื่องฉ้อโกงได้ค่ะ
ดังนั้น การที่ภายหลังอีกฝ่ายไม่รัก ไม่แต่งงานด้วย หรือเลิกรากัน ไม่ได้ทำให้เงินที่เคยให้กลายเป็นเงินที่ได้จากการฉ้อโกงโดยอัตโนมัติ ต้องดู เจตนาและพฤติการณ์ในขณะที่ได้รับเงิน เป็นหลักค่ะ
ผิดสัญญา ไม่ได้หมายความว่าเป็นฉ้อโกงเสมอไป
อีกเรื่องที่มักเข้าใจผิดคือ เมื่อจ่ายเงินไปแล้วอีกฝ่ายไม่ทำตามที่ตกลง จะเป็นคดีฉ้อโกงทุกครั้ง
ในทางกฎหมาย การผิดสัญญาทางแพ่งกับการฉ้อโกงเป็นคนละเรื่องกัน
ตัวอย่างเช่น ผู้ขายหรือคู่สัญญาอาจมีเจตนาทำตามสัญญาในตอนแรก แต่ภายหลังเกิดปัญหาและไม่สามารถปฏิบัติตามได้ กรณีเช่นนี้อาจเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งมากกว่าความผิดฐานฉ้อโกงค่ะ
ในทางกลับกัน หากพิสูจน์ได้ว่าตั้งแต่ก่อนรับเงิน ผู้รับไม่มีเจตนาจะทำตามที่กล่าวอ้าง และสร้างเรื่องเท็จขึ้นมาเพื่อให้ผู้เสียหายยอมโอนเงิน ประเด็นเรื่องฉ้อโกงจึงมีน้ำหนักมากขึ้นค่ะ
มีหลักฐานอะไรบ้างที่ควรเก็บไว้?
หากสงสัยว่าทรัพย์สินที่ให้ไปเกิดจากการหลอกลวง ควรเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้ให้ครบ เช่น
- ข้อความแชทก่อนและหลังการโอนเงิน
- สลิปหรือรายการเดินบัญชี
- ข้อความที่ระบุเหตุผลในการขอเงิน
- รูปภาพหรือข้อมูลโปรไฟล์ที่ใช้พูดคุย
- หลักฐานเกี่ยวกับตัวตนจริงของอีกฝ่าย
- เอกสารสัญญาหรือหนังสือรับสภาพหนี้
- คลิปเสียงหรือข้อมูลการติดต่อที่ได้มาโดยชอบ
- พยานบุคคลที่ทราบเหตุการณ์
หลักฐานก่อนการโอนเงินมีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้เห็นว่าเหตุใดผู้เสียหายจึงตัดสินใจมอบหรือโอนทรัพย์สินให้อีกฝ่ายค่ะ
สรุป การให้โดยเสน่หากับการฉ้อโกงต้องดู “เจตนา” เป็นสำคัญ
การให้โดยเสน่หา คือการให้ทรัพย์สินด้วยความสมัครใจและโดยทั่วไปไม่ได้คาดหวังสิ่งตอบแทน เมื่อการให้สมบูรณ์แล้ว ผู้ให้ไม่สามารถเรียกคืนได้เพียงเพราะเปลี่ยนใจหรือเลิกรากัน เว้นแต่จะมีเหตุถอนคืนตามที่กฎหมายกำหนดค่ะ
ส่วน การฉ้อโกง ต้องมีการหลอกลวงหรือปกปิดความจริงโดยมีเจตนาทุจริต และทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อจนยอมมอบทรัพย์สินค่ะ
หากไม่แน่ใจว่าเงินหรือทรัพย์สินที่มอบให้อีกฝ่ายเป็นการให้โดยเสน่หา เงินกู้ การให้แบบมีเงื่อนไข หรือเกิดจากการฉ้อโกง ควรนำข้อความสนทนา หลักฐานการโอนเงิน และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ทนายความตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนดำเนินคดีค่ะ
สำนักงานทนายความติวานนท์ให้บริการ ปรึกษาคดีแพ่งและคดีฉ้อโกง ตั้งแต่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ประเมินแนวทางดำเนินคดี เจรจา ออกหนังสือบอกกล่าว ไปจนถึงดำเนินคดีในชั้นศาลค่ะ
ค่าจ้างทนายราคาเท่าไหร่
เนื่องจากทนายความไม่สามารถประกาศหรือโฆษณาค่าจ้างทนายในเว็บไซต์ได้ เนื่องด้วยข้อบังคับของสภาทนายความ ห้ามมิให้ทนายความโฆษณา หรือประกาศอัตราค่าจ้างว่าความ หรือโฆษณาว่าจะไม่เรียกร้องค่าทนาย ตามข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วย มารยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 17
สอบถามค่าจ้างทนายความ ในการฟ้องลูกหนี้ ผ่านช่องทางไหนได้บ้าง
ทางโทรศัพท์ 02-1252511
ทางไลน์ @tiwanonlaw
Facebook : สำนักงานทนายความติวานนท์
E-mail : info@tiwanonlaw.com
ขอแนะนำให้ท่าน มาพบทนายด้วยตนเองดีที่สุด เพราะการสอบข้อเท็จจริงที่ดีที่สุดระหว่างทนายความกับลูกความ คือการมานั่งคุยกันต่อหน้า
การคุยกันทางโทรศัพท์ ทางไลน์ ทางอีเมล์ อย่างไรเสียก็สู้มานั่งคุยกันต่อหน้าไม่ได้ เพราะทำให้เข้าใจข้อเท็จจริงต่างๆได้ละเอียดกว่า และสามารถซักถาม ทำความเข้าใจและจับกิริยาอาการต่างๆได้ดีที่สุด เรามีทีมทนายความปทุมธานี ทนายความนนทบุรี และทนายความกรุงเทพ ให้คำปรึกษาอย่างครบวงจร
FAQ คำถามที่พบบ่อย
ให้เงินแฟนไปแล้วเลิกกัน สามารถฟ้องเอาเงินคืนได้ไหม?
หากเงินนั้นให้โดยสมัครใจและไม่มีข้อตกลงว่าจะต้องคืน อาจถือเป็นการให้โดยเสน่หาและไม่สามารถเรียกคืนเพียงเพราะเลิกรากันได้ แต่หากมีหลักฐานว่าเป็นเงินกู้ การให้แบบมีเงื่อนไข หรืออีกฝ่ายหลอกลวงให้โอนเงิน ผลทางกฎหมายอาจแตกต่างออกไป ต้องพิจารณาหลักฐานเป็นรายกรณีค่ะ
ถ้าอีกฝ่ายโกหกว่าเดือดร้อนแล้วขอให้โอนเงิน ถือเป็นฉ้อโกงไหม?
อาจเข้าข่ายได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเรื่องที่กล่าวอ้างเป็นเท็จ อีกฝ่ายรู้ว่าเป็นเรื่องเท็จและมีเจตนาทุจริตใช้เรื่องดังกล่าวหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน แต่หากเป็นการช่วยเหลือกันโดยสมัครใจโดยไม่มีการหลอกลวง ก็อาจเป็นการให้โดยเสน่หาค่ะ


