ทนายความ สำนักงานทนายความ ใกล้ฉัน ปรึกษาทนายฟรี

ทนาย

ทนายความ คือ ใคร ทำหน้าที่อะไรบ้าง

 

ทนายความ คือ ผู้ที่มีใบอนุญาตในการให้ว่าความในศาล ทนายความจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย และมีจริยธรรมในการประกอบอาชีพ ทนายความ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ เป็นที่พึ่งของประชาชน 

ทนายความ ทำหน้าที่ในการช่วยลูกความในศาล หากลูกความเป็นโจทก์ ทนายความจะเป็นคนเขียนคำฟ้องและยื่นบัญชีพยาน พร้อมนำลูกความเข้าสืบและนำเสนอประเด็นข้อพิพาทให้ศาลทราบ

หากลูกความเป็นจำเลย ทนายความจะทำหน้าที่พูดคุยกับจำเลย รวบรวมข้อมูล เขียนคำให้การของจำเลย  รวบรวมพยาน หลักฐาน เพื่อนำสืบในชั้นศาล รวมทั้งการถามค้านพยานของโจทย์ ในประเด็นข้อพิพาท เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงจากทั้งโจทย์และจำเลย ให้ศาลทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน ในทุกมุมมอง

Note : หากท่านต้องการสอบถามค่าจ้างทนายความในการฟ้องคดี อ่านเพิ่มที่ ค่าจ้างทนาย

ทนายความ คือ ใคร ทำหน้าที่อะไรบ้าง

ทนายความ คือ บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และได้รับการฝึกอบรมและใบอนุญาตให้ดำเนินการเป็นตัวแทนของลูกความในกระบวนการทางกฎหมาย ทนายความทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ และเป็นผู้ที่ดำเนินการต่อสู้ในคดีต่าง ๆ ทั้งในศาลและนอกศาล เพื่อให้ลูกความได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย

การทำงานของทนายความมีหลายด้าน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ตามประเภทของคดีที่ทนายความรับผิดชอบ เช่น คดีแพ่ง คดีอาญา คดีครอบครัว คดีมรดก หรือคดีธุรกิจ แต่ละประเภทของคดีต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน ดังนั้นทนายความจะมีความชำนาญเฉพาะด้านในการให้คำปรึกษาและการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายในแต่ละคดี

หน้าที่หลักของทนายความ

  1. การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย
    ทนายความมีหน้าที่ให้คำปรึกษาทางกฎหมายกับลูกความเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ช่วยแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายหรือเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกความตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ทนายความจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิในการปกป้องตัวเอง หรือในคดีแพ่งจะช่วยแนะนำวิธีการฟ้องร้องหรือตอบโต้คดีที่เกิดขึ้น
  2. การจัดเตรียมเอกสารทางกฎหมาย
    ทนายความมีหน้าที่ในการจัดทำเอกสารทางกฎหมายที่จำเป็นสำหรับคดี ไม่ว่าจะเป็นคำฟ้อง คำร้อง หรือข้อตกลงทางกฎหมายต่าง ๆ การจัดเตรียมเอกสารเหล่านี้ต้องอาศัยความละเอียดและความรู้ทางกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและสามารถใช้ในกระบวนการศาลได้
  3. การเป็นตัวแทนในศาล
    ทนายความจะเป็นตัวแทนของลูกความในศาลเพื่อดำเนินการฟ้องคดี หรือปกป้องสิทธิของลูกความจากข้อกล่าวหาต่าง ๆ โดยจะทำหน้าที่เสนอมุมมอง การนำเสนอพยานหลักฐาน และการแสดงข้อโต้แย้งในศาล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อลูกความ
  4. การเจรจาต่อรองและประนีประนอม
    ในหลายๆ คดีทนายความมีหน้าที่ในการเจรจาต่อรองระหว่างคู่กรณี เพื่อหาข้อยุติที่เป็นมิตร หรือสามารถทำข้อตกลงกันได้โดยไม่ต้องไปถึงศาล เช่น การทำข้อตกลงชำระหนี้ในคดีแพ่ง หรือการเจรจาประนีประนอมในคดีครอบครัว
  5. การติดตามและดำเนินการหลังการตัดสิน
    หลังจากศาลมีคำพิพากษา ทนายความจะดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล เช่น การช่วยในการบังคับคดีให้ลูกความได้รับเงินหรือทรัพย์สินตามคำพิพากษา หรือการยื่นอุทธรณ์หรือคำร้องขอให้ศาลพิจารณาใหม่ในกรณีที่ลูกความไม่พอใจคำตัดสิน

คุณสมบัติของทนายความ

ทนายความจะต้องมีคุณสมบัติหลายด้าน เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย:

  • ความรู้ทางกฎหมาย ทนายความต้องมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายทั้งในระดับทฤษฎีและการปฏิบัติ
  • ทักษะการสื่อสาร ทนายความต้องสามารถสื่อสารกับลูกความ ศาล และคู่ความได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ
  • ความละเอียดรอบคอบ ในการศึกษาข้อมูล ค้นหาหลักฐาน และเตรียมเอกสารต่าง ๆ อย่างระมัดระวัง
  • ทักษะในการเจรจาต่อรอง ทนายความต้องสามารถเจรจากับคู่กรณีได้ดี เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลูกความ

สรุป

ทนายความเป็นผู้ที่ทำหน้าที่สำคัญในการช่วยเหลือลูกความในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย ทั้งในด้านการให้คำปรึกษา การเป็นตัวแทนในศาล และการเจรจาต่อรอง ทนายความที่ดีจะสามารถปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของลูกความได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้องและยุติธรรม

 

กว่าจะเป็นทนายความ ต้องเรียนจบอะไรมาบ้าง

 

ทนายความ เรียนอะไรมาบ้าง หลายคนสงสัยว่า กว่าจะเป็นทนายความ ต้องจบอะไรมาบ้าง การที่เป็นทนายความได้ จะต้องผ่านการเรียนปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์บัณฑิต หลักสูตร 4 ปี ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทย มหาวิทยาลัยทั่วประเทศได้เปิดคณะนิติศาสตร์ เกือบจะทุกที่แล้ว เพื่อรองรับนักกฎหมายรุ่นใหม่ๆเข้ามา ดูรายชื่อ มหาวิทยาลัยที่เปิดคณะนิติศาสตร์

เมื่อเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ต้องเตรียมตัวสอบเพื่อขอใบอนุญาตว่าความ ที่จะเรียกทั่วๆไปมีอยู่ 2 ชนิด คือ

  1. ตั๋วรุ่น คือการอบรม 16 วันแล้วสอบภาคทฤษฎีถ้าสอบผ่านก็จะต้องฝึกงานเป็นเวลา 6 เดือนแล้วสอบภาคปฏิบัติ

    (อบรม >> สอบทฤษฎี >> ฝึกงาน 6เดือน >> สอบปฏิบัติ)

     

  2. ตั๋วปี หมายถึงต้องฝึกงานทนายก่อน 1 ปี จึงจะมีสิทธิ์สอบตั๋วทนายได้ ซึ่งเป็นการสอบโดยใช้แบบฟอร์มจริงเพราะถือว่าฝึกทนายมาแล้ว
    (ฝึกงาน 1 ปี >> สอบปฏิบัติ)
ขอขยายความประเด็นตั๋วปีและตั๋วรุ่น เพิ่มเติม ดังนี้
  • ตั๋วปี
1.เมื่อเรียนจบนิติศาสตร์เรียบร้อยแล้ว และมีใบรับรองสภามหาวิทยาลัยว่าจบจริง
2.เลือกหาสถานที่ฝึกงานเป็นสำนักงานกฎหมายที่มีทนายความผู้มีอายุตั๋วทนาย 7 ปีขึ้นไป
3.นำเอกสารจากสภาทนายไปให้หัวหน้าสำนักงานนั้นรับรองว่าเราเริ่มฝึกงานตั้งแต่เมื่อไหร่ จากนั้นก็เริ่มฝึกงานทนายนั้น 1 ปี
4. ฝึกงานครบ 1 ปีหากสภาทนายเปิดสอบตั๋วปีให้เราไปสมัครสอบถ้าพร้อมแต่หากไม่พร้อมก็รอรอบหน้า
5.สอบภาคปฏิบัติ ที่เรียกแบบนี้ก็เพราะทุกอย่างเราจะใช้แบบฟอร์มจริง เพราะถือว่า ผ่านงานกันมาแล้ว 1 ปี โดยมีข้อสอบ 1 ถึง 2 หน้าแต่มีคำสั่งในนั้น 5 ถึง 6 ข้อ และยังมีข้อสอบปรนัยอีก 20 ข้อ โดยส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับงานปฏิบัติโดยแท้ เช่นถามเกี่ยวกับศาลชำนาญพิเศษ เป็นต้น
6.ถ้าสอบผ่าน 50% จะมีสิทธิ์สอบปากเปล่าและอบรมจริยธรรมได้ใบประกาศฯ จากนั้นเราไปสมัครสมาชิกเนติบัณฑิตไทยสามัญหรือวิสามัญสมาชิกแล้วนำมาประกอบการขึ้นตั๋วทนาย
7.ถ้าหากสอบตกก็รอ การเปิดสอบตั๋วปีครั้งต่อไป
  • ตั๋วรุ่น
1.เมื่อเรียนจบนิติศาสตร์เรียบร้อยแล้ว และมีใบรับรองสภามหาวิทยาลัยว่าจบ เช่นเดียวกันกับตั๋วปี
2.รอสภาทนายเปิดสมัครอบรมตั๋วรุ่น จากนั้นก็ไปสมัครอบรม จะมีการแจกเอกสารด้วย สภาฯจะจัดให้มีการอบรมที่กรุงเทพประมาณ 17 วันเราถือเอกสารที่แจกในวันสมัครนั่นแหละมาอบรม
3.อบรมครบแล้ว สภาฯจะเปิดสอบภาคทฤษฎี ข้อสอบก็จะมี 1 ถึง 2 หน้า พร้อมคำสั่งมา 5-6 ข้อ ตรงนี้คะแนนเต็ม 80 คะแนน แต่มีปรนัยด้วย 20 ข้อ รวมเป็น 100 คะแนน
4.ถ้าสอบผ่าน 50% จะมีสิทธิ์ไปฝึกงาน 6 เดือน (ซึ่งวิธีก็จะเหมือนกับการสมัครลงฝึกงานตั๋วปี) แต่ถ้าตกก็รอรุ่นหน้าเปิด จ่ายครึ่งเดียวเพราะเราเป็นนักศึกษาเก่า
5.ฝึกงาน 6 เดือน
6.สภาทนายจัดอบรมก่อนสอบ 10 วัน จากนั้นสอบภาคปฏิบัติ ซึ่งมันก็มาแนวตั๋วปีเป๊ะเลย
7.ถ้าสอบผ่าน 50% จะมีสิทธิ์สอบปากเปล่าและอบรมจริยธรรมได้ใบประกาศฯ จากนั้นเราไปสมัครสมาชิกเนติบัณฑิตไทยสามัญหรือวิสามัญสมาชิกแล้วนำมาประกอบการขึ้นตั๋วทนาย
8.ถ้าตกก็รอรุ่นหลังที่เค้าจะสอบภาคปฏิบัติค่า จ่ายครึ่งเดียวเช่นเดิม
อยากเป็นทนายความ ต้องเรียนอะไรบ้างการเป็นทนายความถือเป็นอาชีพที่มีความสำคัญและท้าทายในการช่วยเหลือประชาชนในด้านกฎหมาย โดยทนายความทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษา ร่างเอกสารทางกฎหมาย และเป็นตัวแทนของลูกความในศาล หากใครต้องการที่จะเป็นทนายความต้องผ่านการเรียนรู้และการฝึกฝนอย่างหนักในหลายด้าน ตั้งแต่การศึกษาระดับปริญญาตรีจนถึงการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ ซึ่งจะต้องมีการเรียนรู้และผ่านการฝึกอบรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและกระบวนการศาล

1. การศึกษาระดับปริญญาตรี (ปริญญาตรีกฎหมาย)

ขั้นตอนแรกในการเป็นทนายความคือการเรียนจบปริญญาตรีในสาขากฎหมาย หลักสูตรปริญญาตรีกฎหมายหรือ “นิติศาสตร์” มักจะใช้เวลาเรียนประมาณ 4 ปี ในหลักสูตรนี้ นักศึกษาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายธุรกิจ กฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมถึงหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การเรียนในสาขานี้เน้นไปที่การเข้าใจทฤษฎีและการประยุกต์ใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ นักศึกษายังจะได้เรียนรู้ทักษะที่สำคัญในการเป็นทนายความ เช่น การวิเคราะห์ปัญหากฎหมาย การหาข้อมูลกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเขียนเอกสารทางกฎหมาย และการอภิปรายคดีต่างๆ การฝึกปฏิบัติในด้านทักษะการพูดและการเจรจาต่อรองก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการเตรียมตัวเป็นทนายความที่มีประสิทธิภาพ

2. การฝึกอบรมหรือการศึกษาต่อหลังปริญญาตรี

หลังจากที่นักศึกษาจบปริญญาตรีด้านกฎหมายแล้ว สิ่งที่สำคัญต่อไปคือการฝึกอบรมหรือการศึกษาต่อเพื่อเตรียมตัวในการเป็นทนายความ ซึ่งในประเทศไทยผู้ที่ต้องการจะเป็นทนายความต้องเข้าร่วมหลักสูตร “การฝึกอบรมวิชาชีพทนายความ” ซึ่งจัดโดยสำนักอบรมวิชาชีพทนายความ หรือที่เรียกว่า “สำนักอบรมทนายความ” โดยหลักสูตรนี้มีระยะเวลา 6 เดือน

ในหลักสูตรการฝึกอบรมนี้ ผู้เรียนจะได้รับการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติในด้านต่าง ๆ เช่น การทำสัญญาทางกฎหมาย การฟ้องคดี การพิจารณาคดี การทำการเจรจาต่อรอง การดูแลลูกความในกระบวนการทางกฎหมาย รวมถึงการเตรียมตัวในการปฏิบัติงานในสำนักงานกฎหมาย หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกอบรมจะต้องสอบวัดความรู้ก่อนจบหลักสูตร

3. การสอบใบอนุญาตทนายความ

เมื่อจบการฝึกอบรมแล้ว ทนายความยังต้องผ่านการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ ซึ่งเป็นการทดสอบความรู้และทักษะทางกฎหมายที่เรียนมาในการศึกษาระดับปริญญาตรีและการฝึกอบรมการเป็นทนายความ การสอบนี้จะทดสอบความรู้ทั้งในด้านกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง กฎหมายธุรกิจ การพิจารณาคดี และทักษะอื่น ๆ ที่จำเป็นในการทำงานเป็นทนายความ

การสอบใบอนุญาตทนายความในประเทศไทยจะจัดขึ้นโดยสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย โดยจะมีการสอบเป็นระยะๆ ทนายความที่ผ่านการสอบจะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ ซึ่งทำให้สามารถทำงานเป็นทนายความในสำนักงานกฎหมายหรือเปิดสำนักงานทนายความของตัวเองได้

4. การฝึกงานในสำนักงานกฎหมาย

หลังจากที่ได้รับใบอนุญาตทนายความแล้ว ทนายความใหม่จะต้องทำการฝึกงานในสำนักงานกฎหมายหรือร่วมงานกับทนายความที่มีประสบการณ์ เพื่อให้มีทักษะในการทำงานจริงและเข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ในการทำคดีต่าง ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง การฝึกงานนี้อาจใช้ระยะเวลาหลายเดือน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล

5. การเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

การเป็นทนายความที่ประสบความสำเร็จไม่ได้หยุดเพียงแค่การเรียนจบหรือสอบใบอนุญาตเท่านั้น ทนายความยังต้องมีการพัฒนาความรู้และทักษะทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรการพัฒนาวิชาชีพทนายความ การศึกษากฎหมายใหม่ ๆ และการติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย รวมถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์ในคดีต่าง ๆ

สรุป

การเป็นทนายความนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยต้องผ่านการศึกษาที่มีระยะเวลานาน การฝึกอบรมที่เข้มข้น และการสอบที่ท้าทาย ทนายความต้องมีความรู้ทางกฎหมายที่ลึกซึ้งและทักษะการทำงานที่ยอดเยี่ยม เพื่อให้สามารถช่วยเหลือลูกความในทุกกระบวนการทางกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและยุติธรรม

ทนายความ รายได้เท่าไหร่ เป็นทนายแล้วรวย จริงไหม

ทนายความ ที่พึ่งเริ่มต้นสายอาชีพ หลังจากเรียนจบใหม่ เมื่อสอบผ่านและได้รับใบอนุญาตให้ว่าความแล้ว มีแนวทางการประกอบอาชีพ อยู่หลักๆ  3 แนวทาง คือ

 

  1. เป็นข้าราชการในตำแหน่งนิติกร ทำงานด้านกฎหมาย เช่น เจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นต้น แต่ที่ไทยจะไม่มีข้าราชการในตำแหน่ง ทนายความ มีตำแน่งราชการที่ทำงานแบบเดียวกันกับทนาย เราจะเรียกชื่อตำแหน่งว่า อัยการ คือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นทนายความของแผ่นดิน  โดยเงินเดือนอัยการผู้ช่วย ซึ่งเป็นข้าราชการอัยการชั้น 1 จะมีรายได้

    • อัตราเงินเดือนเริ่มต้น 25,000 – 26,930 บาท
    • เงินประจำตำแหน่ง 10,000 บาท
    • แต่ถ้าได้เป็นอัยการสูงสุดเป็นข้าราชการอัยการชั้น 8 จะมีรายได้
      • อัตราเงินเดือน 81,920 บาท
      • เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท
  2. เป็นทนายที่ทำงานประจำกับบริษัทเอกชน หรือ สำนักงานทนายความ ทนายความที่จบใหม่รายได้เริ่มต้นประมาณ 20,000 บาท ถ้ามีความสามารถสูงขึ้นจนเป็นผู้บริหารสายงานกฎหมาย รายได้จะประมาณ 100,000 – 200,000 บาท ขึ้นกับแต่ละองค์กร
  3. เป็นทนายความอิสระ โดยการเปิดสำนักงานทนายความเอง รายได้ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกความ เริ่มแรก อาจจะมีรายได้ประมาณ 20,000 บาท/เดือน ถ้าหากมีลูกความมากขึ้นก็มีรายได้สูงขึ้นตาม ทนายความบางคนอาจทำรายได้ประมาณ 100,000 – 200,000 บาท/เดือน รวมทั้งหากสามารถจัดตั้งเป็นบริษัท และมีทนายความคนอื่นมาช่วยทำงาน ก็อาจมีรายได้หลักล้านบาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความสามารถของคนในองค์กร 

ลักษณะงานของทนายความ

 

       ทนายความจะทำหน้าที่ว่าความคดีอาญาและคดีแพ่ง ให้คำแนะนำแก่ลูกความเกี่ยวกับปัญหาบุคคลและธุรกิจในแง่ของ จัดการรายละเอียดด้านกฎหมายในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีความแทนลูกความในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งดำเนินการฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล งานของทนายความคือการปกป้องคุ้มครองลูกความ(ผู้ว่าจ้างทนาย) ด้วยการชี้แจ้งข้อกฎหมาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าลูกความของตนไม่มีความผิด ทนายยังสามารถจำแนกได้อีกหลายสาขา เช่น

  • ทนายความด้านสิ่งแวดล้อม ดูแลคดีและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องทางสิ่งแวดล้อม เช่น ทำงานให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนสิ่งแวดล้อม บริษัทกำจัดขยะหรือหน่วยงานรัฐในการช่วยดูแลข้อกฎหมายต่างๆ
  • ทนายความด้านภาษีอากร ดูแลกรณีที่เกี่ยวข้องกับภาษีให้กับบุคคลและบริษัทต่าง ๆ พวกเขาช่วยเหลือลูกความเกี่ยวกับข้อตกลงที่มีความซับซ้อน เพื่อให้ลูกความจ่ายภาษีที่เหมาะสมกับรายได้ กำไรหรืออสังหาริมทรัพย์ที่มี
  • ทนายความด้านทรัพย์สินทางปัญญา ทำหน้าที่ด้านกฎหมายการลงทุน ลิขสิทธิ์ การค้าและการฝีมือ เช่น ดนตรี หนังสือและภาพยนตร์
  • ทนายความครอบครัว ทำงานด้านกฎหมายในเรื่องภายในครอบครัว พวกเขาให้คำแนะนำลูกความเกี่ยวกับการหย่าร้าง การเลี้ยงดูบุตรและการรับบุตรบุญธรรม
  • ทนายความด้านความปลอดภัย ทำงานด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับการซื้อหรือขายหุ้น รักษาและดูแลเอกสารและข้อมูลที่เป็นความลับ
ทนายความจะต้องทำงานร่วมกับใครบ้าง

 

  • ลูกความ คือผู้ที่ว่าจ้างให้ทนายความว่าความให้ ไม่ว่าจะในกรณีที่เป็นโจทก์ (ผู้เสียหาย) หรือจำเลย (ผู้ถูกกล่าวหา) ลูกความต้องสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ให้ทนายรับทราบเพื่อหาทางแก้ไขและคืนความยุติธรรมให้แก่ลูกความตามความถูกต้องของกฎหมาย
  • อัยการ หากคู่คดีของเราเป็นหน่วยงานรัฐ อัยการจะเป็นผู้ว่าความให้อีกฝ่าย ซึ่งเราต้องต่อสู้ด้วยในชั้นศาล
  • ตำรวจ ในขั้นตอนการดำเนินคดี ทนายต้องขอความร่วมมือจากตำรวจ ให้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ เช่น ขอดูเอกสารหรือบันทึกประจำวัน เดินทางไปปิดหมายศาลจำเลย ดักจับผู้ต้องหาหรือคุยกับพยาน
  • ราชทัณฑ์ ในกรณีที่ลูกความหรือพยานของทนายอยู่ในเรือนจำ ต้องมีการติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ด้วย
  • พยาน คือผู้ที่ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ที่ทนายความต้องพูดคุยเพื่อให้เกิดประโยชน์กับรูปคดี
  • ผู้พิพากษา ในขั้นตอนการสืบคดีและขึ้นศาล ทนายความจะต้องว่าความต่อหน้าผู้พิพากษาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ซึ่งเป็นผู้พิจารณาคดีทั้งหมด

 

ติดต่อเรา แผนที่สำนักงานทนายความติวานนท์ 

Scroll to Top