ทนายความ คือ ใคร ทำหน้าที่อะไรบ้าง
ทนายความ คือ ผู้ที่มีใบอนุญาตในการให้ว่าความในศาล ทนายความจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย และมีจริยธรรมในการประกอบอาชีพ ทนายความ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ เป็นที่พึ่งของประชาชน
ทนายความ ทำหน้าที่ในการช่วยลูกความในศาล หากลูกความเป็นโจทก์ ทนายความจะเป็นคนเขียนคำฟ้องและยื่นบัญชีพยาน พร้อมนำลูกความเข้าสืบและนำเสนอประเด็นข้อพิพาทให้ศาลทราบ
หากลูกความเป็นจำเลย ทนายความจะทำหน้าที่พูดคุยกับจำเลย รวบรวมข้อมูล เขียนคำให้การของจำเลย รวบรวมพยาน หลักฐาน เพื่อนำสืบในชั้นศาล รวมทั้งการถามค้านพยานของโจทย์ ในประเด็นข้อพิพาท เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงจากทั้งโจทย์และจำเลย ให้ศาลทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน ในทุกมุมมอง
Note : หากท่านต้องการสอบถามค่าจ้างทนายความในการฟ้องคดี อ่านเพิ่มที่ ค่าจ้างทนาย
ทนายความ คือ ใคร ทำหน้าที่อะไรบ้าง
ทนายความ คือ บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และได้รับการฝึกอบรมและใบอนุญาตให้ดำเนินการเป็นตัวแทนของลูกความในกระบวนการทางกฎหมาย ทนายความทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ และเป็นผู้ที่ดำเนินการต่อสู้ในคดีต่าง ๆ ทั้งในศาลและนอกศาล เพื่อให้ลูกความได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย
การทำงานของทนายความมีหลายด้าน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ตามประเภทของคดีที่ทนายความรับผิดชอบ เช่น คดีแพ่ง คดีอาญา คดีครอบครัว คดีมรดก หรือคดีธุรกิจ แต่ละประเภทของคดีต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน ดังนั้นทนายความจะมีความชำนาญเฉพาะด้านในการให้คำปรึกษาและการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายในแต่ละคดี
หน้าที่หลักของทนายความ
- การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย
ทนายความมีหน้าที่ให้คำปรึกษาทางกฎหมายกับลูกความเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ช่วยแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายหรือเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกความตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ทนายความจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิในการปกป้องตัวเอง หรือในคดีแพ่งจะช่วยแนะนำวิธีการฟ้องร้องหรือตอบโต้คดีที่เกิดขึ้น - การจัดเตรียมเอกสารทางกฎหมาย
ทนายความมีหน้าที่ในการจัดทำเอกสารทางกฎหมายที่จำเป็นสำหรับคดี ไม่ว่าจะเป็นคำฟ้อง คำร้อง หรือข้อตกลงทางกฎหมายต่าง ๆ การจัดเตรียมเอกสารเหล่านี้ต้องอาศัยความละเอียดและความรู้ทางกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและสามารถใช้ในกระบวนการศาลได้ - การเป็นตัวแทนในศาล
ทนายความจะเป็นตัวแทนของลูกความในศาลเพื่อดำเนินการฟ้องคดี หรือปกป้องสิทธิของลูกความจากข้อกล่าวหาต่าง ๆ โดยจะทำหน้าที่เสนอมุมมอง การนำเสนอพยานหลักฐาน และการแสดงข้อโต้แย้งในศาล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อลูกความ - การเจรจาต่อรองและประนีประนอม
ในหลายๆ คดีทนายความมีหน้าที่ในการเจรจาต่อรองระหว่างคู่กรณี เพื่อหาข้อยุติที่เป็นมิตร หรือสามารถทำข้อตกลงกันได้โดยไม่ต้องไปถึงศาล เช่น การทำข้อตกลงชำระหนี้ในคดีแพ่ง หรือการเจรจาประนีประนอมในคดีครอบครัว - การติดตามและดำเนินการหลังการตัดสิน
หลังจากศาลมีคำพิพากษา ทนายความจะดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล เช่น การช่วยในการบังคับคดีให้ลูกความได้รับเงินหรือทรัพย์สินตามคำพิพากษา หรือการยื่นอุทธรณ์หรือคำร้องขอให้ศาลพิจารณาใหม่ในกรณีที่ลูกความไม่พอใจคำตัดสิน
คุณสมบัติของทนายความ
ทนายความจะต้องมีคุณสมบัติหลายด้าน เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย:
- ความรู้ทางกฎหมาย ทนายความต้องมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายทั้งในระดับทฤษฎีและการปฏิบัติ
- ทักษะการสื่อสาร ทนายความต้องสามารถสื่อสารกับลูกความ ศาล และคู่ความได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ
- ความละเอียดรอบคอบ ในการศึกษาข้อมูล ค้นหาหลักฐาน และเตรียมเอกสารต่าง ๆ อย่างระมัดระวัง
- ทักษะในการเจรจาต่อรอง ทนายความต้องสามารถเจรจากับคู่กรณีได้ดี เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลูกความ
สรุป
ทนายความเป็นผู้ที่ทำหน้าที่สำคัญในการช่วยเหลือลูกความในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย ทั้งในด้านการให้คำปรึกษา การเป็นตัวแทนในศาล และการเจรจาต่อรอง ทนายความที่ดีจะสามารถปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของลูกความได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้องและยุติธรรม
กว่าจะเป็นทนายความ ต้องเรียนจบอะไรมาบ้าง
ทนายความ เรียนอะไรมาบ้าง หลายคนสงสัยว่า กว่าจะเป็นทนายความ ต้องจบอะไรมาบ้าง การที่เป็นทนายความได้ จะต้องผ่านการเรียนปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์บัณฑิต หลักสูตร 4 ปี ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทย มหาวิทยาลัยทั่วประเทศได้เปิดคณะนิติศาสตร์ เกือบจะทุกที่แล้ว เพื่อรองรับนักกฎหมายรุ่นใหม่ๆเข้ามา ดูรายชื่อ มหาวิทยาลัยที่เปิดคณะนิติศาสตร์
เมื่อเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ต้องเตรียมตัวสอบเพื่อขอใบอนุญาตว่าความ ที่จะเรียกทั่วๆไปมีอยู่ 2 ชนิด คือ
- ตั๋วรุ่น คือการอบรม 16 วันแล้วสอบภาคทฤษฎีถ้าสอบผ่านก็จะต้องฝึกงานเป็นเวลา 6 เดือนแล้วสอบภาคปฏิบัติ
(อบรม >> สอบทฤษฎี >> ฝึกงาน 6เดือน >> สอบปฏิบัติ)
- ตั๋วปี หมายถึงต้องฝึกงานทนายก่อน 1 ปี จึงจะมีสิทธิ์สอบตั๋วทนายได้ ซึ่งเป็นการสอบโดยใช้แบบฟอร์มจริงเพราะถือว่าฝึกทนายมาแล้ว
(ฝึกงาน 1 ปี >> สอบปฏิบัติ)
- ตั๋วปี
- ตั๋วรุ่น
1. การศึกษาระดับปริญญาตรี (ปริญญาตรีกฎหมาย)
ขั้นตอนแรกในการเป็นทนายความคือการเรียนจบปริญญาตรีในสาขากฎหมาย หลักสูตรปริญญาตรีกฎหมายหรือ “นิติศาสตร์” มักจะใช้เวลาเรียนประมาณ 4 ปี ในหลักสูตรนี้ นักศึกษาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายธุรกิจ กฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมถึงหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การเรียนในสาขานี้เน้นไปที่การเข้าใจทฤษฎีและการประยุกต์ใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้ นักศึกษายังจะได้เรียนรู้ทักษะที่สำคัญในการเป็นทนายความ เช่น การวิเคราะห์ปัญหากฎหมาย การหาข้อมูลกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเขียนเอกสารทางกฎหมาย และการอภิปรายคดีต่างๆ การฝึกปฏิบัติในด้านทักษะการพูดและการเจรจาต่อรองก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการเตรียมตัวเป็นทนายความที่มีประสิทธิภาพ
2. การฝึกอบรมหรือการศึกษาต่อหลังปริญญาตรี
หลังจากที่นักศึกษาจบปริญญาตรีด้านกฎหมายแล้ว สิ่งที่สำคัญต่อไปคือการฝึกอบรมหรือการศึกษาต่อเพื่อเตรียมตัวในการเป็นทนายความ ซึ่งในประเทศไทยผู้ที่ต้องการจะเป็นทนายความต้องเข้าร่วมหลักสูตร “การฝึกอบรมวิชาชีพทนายความ” ซึ่งจัดโดยสำนักอบรมวิชาชีพทนายความ หรือที่เรียกว่า “สำนักอบรมทนายความ” โดยหลักสูตรนี้มีระยะเวลา 6 เดือน
ในหลักสูตรการฝึกอบรมนี้ ผู้เรียนจะได้รับการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติในด้านต่าง ๆ เช่น การทำสัญญาทางกฎหมาย การฟ้องคดี การพิจารณาคดี การทำการเจรจาต่อรอง การดูแลลูกความในกระบวนการทางกฎหมาย รวมถึงการเตรียมตัวในการปฏิบัติงานในสำนักงานกฎหมาย หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกอบรมจะต้องสอบวัดความรู้ก่อนจบหลักสูตร
3. การสอบใบอนุญาตทนายความ
เมื่อจบการฝึกอบรมแล้ว ทนายความยังต้องผ่านการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ ซึ่งเป็นการทดสอบความรู้และทักษะทางกฎหมายที่เรียนมาในการศึกษาระดับปริญญาตรีและการฝึกอบรมการเป็นทนายความ การสอบนี้จะทดสอบความรู้ทั้งในด้านกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง กฎหมายธุรกิจ การพิจารณาคดี และทักษะอื่น ๆ ที่จำเป็นในการทำงานเป็นทนายความ
การสอบใบอนุญาตทนายความในประเทศไทยจะจัดขึ้นโดยสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย โดยจะมีการสอบเป็นระยะๆ ทนายความที่ผ่านการสอบจะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ ซึ่งทำให้สามารถทำงานเป็นทนายความในสำนักงานกฎหมายหรือเปิดสำนักงานทนายความของตัวเองได้
4. การฝึกงานในสำนักงานกฎหมาย
หลังจากที่ได้รับใบอนุญาตทนายความแล้ว ทนายความใหม่จะต้องทำการฝึกงานในสำนักงานกฎหมายหรือร่วมงานกับทนายความที่มีประสบการณ์ เพื่อให้มีทักษะในการทำงานจริงและเข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ในการทำคดีต่าง ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง การฝึกงานนี้อาจใช้ระยะเวลาหลายเดือน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล
5. การเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
การเป็นทนายความที่ประสบความสำเร็จไม่ได้หยุดเพียงแค่การเรียนจบหรือสอบใบอนุญาตเท่านั้น ทนายความยังต้องมีการพัฒนาความรู้และทักษะทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรการพัฒนาวิชาชีพทนายความ การศึกษากฎหมายใหม่ ๆ และการติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย รวมถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์ในคดีต่าง ๆ
สรุป
การเป็นทนายความนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยต้องผ่านการศึกษาที่มีระยะเวลานาน การฝึกอบรมที่เข้มข้น และการสอบที่ท้าทาย ทนายความต้องมีความรู้ทางกฎหมายที่ลึกซึ้งและทักษะการทำงานที่ยอดเยี่ยม เพื่อให้สามารถช่วยเหลือลูกความในทุกกระบวนการทางกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและยุติธรรม
ทนายความ รายได้เท่าไหร่ เป็นทนายแล้วรวย จริงไหม
ทนายความ ที่พึ่งเริ่มต้นสายอาชีพ หลังจากเรียนจบใหม่ เมื่อสอบผ่านและได้รับใบอนุญาตให้ว่าความแล้ว มีแนวทางการประกอบอาชีพ อยู่หลักๆ 3 แนวทาง คือ
- เป็นข้าราชการในตำแหน่งนิติกร ทำงานด้านกฎหมาย เช่น เจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นต้น แต่ที่ไทยจะไม่มีข้าราชการในตำแหน่ง ทนายความ มีตำแน่งราชการที่ทำงานแบบเดียวกันกับทนาย เราจะเรียกชื่อตำแหน่งว่า อัยการ คือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นทนายความของแผ่นดิน โดยเงินเดือนอัยการผู้ช่วย ซึ่งเป็นข้าราชการอัยการชั้น 1 จะมีรายได้
- อัตราเงินเดือนเริ่มต้น 25,000 – 26,930 บาท
- เงินประจำตำแหน่ง 10,000 บาท
- แต่ถ้าได้เป็นอัยการสูงสุดเป็นข้าราชการอัยการชั้น 8 จะมีรายได้
- อัตราเงินเดือน 81,920 บาท
- เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท
- เป็นทนายที่ทำงานประจำกับบริษัทเอกชน หรือ สำนักงานทนายความ ทนายความที่จบใหม่รายได้เริ่มต้นประมาณ 20,000 บาท ถ้ามีความสามารถสูงขึ้นจนเป็นผู้บริหารสายงานกฎหมาย รายได้จะประมาณ 100,000 – 200,000 บาท ขึ้นกับแต่ละองค์กร
- เป็นทนายความอิสระ โดยการเปิดสำนักงานทนายความเอง รายได้ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกความ เริ่มแรก อาจจะมีรายได้ประมาณ 20,000 บาท/เดือน ถ้าหากมีลูกความมากขึ้นก็มีรายได้สูงขึ้นตาม ทนายความบางคนอาจทำรายได้ประมาณ 100,000 – 200,000 บาท/เดือน รวมทั้งหากสามารถจัดตั้งเป็นบริษัท และมีทนายความคนอื่นมาช่วยทำงาน ก็อาจมีรายได้หลักล้านบาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความสามารถของคนในองค์กร
ลักษณะงานของทนายความ
ทนายความจะทำหน้าที่ว่าความคดีอาญาและคดีแพ่ง ให้คำแนะนำแก่ลูกความเกี่ยวกับปัญหาบุคคลและธุรกิจในแง่ของ จัดการรายละเอียดด้านกฎหมายในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีความแทนลูกความในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งดำเนินการฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล งานของทนายความคือการปกป้องคุ้มครองลูกความ(ผู้ว่าจ้างทนาย) ด้วยการชี้แจ้งข้อกฎหมาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าลูกความของตนไม่มีความผิด ทนายยังสามารถจำแนกได้อีกหลายสาขา เช่น
- ทนายความด้านสิ่งแวดล้อม ดูแลคดีและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องทางสิ่งแวดล้อม เช่น ทำงานให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนสิ่งแวดล้อม บริษัทกำจัดขยะหรือหน่วยงานรัฐในการช่วยดูแลข้อกฎหมายต่างๆ
- ทนายความด้านภาษีอากร ดูแลกรณีที่เกี่ยวข้องกับภาษีให้กับบุคคลและบริษัทต่าง ๆ พวกเขาช่วยเหลือลูกความเกี่ยวกับข้อตกลงที่มีความซับซ้อน เพื่อให้ลูกความจ่ายภาษีที่เหมาะสมกับรายได้ กำไรหรืออสังหาริมทรัพย์ที่มี
- ทนายความด้านทรัพย์สินทางปัญญา ทำหน้าที่ด้านกฎหมายการลงทุน ลิขสิทธิ์ การค้าและการฝีมือ เช่น ดนตรี หนังสือและภาพยนตร์
- ทนายความครอบครัว ทำงานด้านกฎหมายในเรื่องภายในครอบครัว พวกเขาให้คำแนะนำลูกความเกี่ยวกับการหย่าร้าง การเลี้ยงดูบุตรและการรับบุตรบุญธรรม
- ทนายความด้านความปลอดภัย ทำงานด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับการซื้อหรือขายหุ้น รักษาและดูแลเอกสารและข้อมูลที่เป็นความลับ
ทนายความจะต้องทำงานร่วมกับใครบ้าง
- ลูกความ คือผู้ที่ว่าจ้างให้ทนายความว่าความให้ ไม่ว่าจะในกรณีที่เป็นโจทก์ (ผู้เสียหาย) หรือจำเลย (ผู้ถูกกล่าวหา) ลูกความต้องสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ให้ทนายรับทราบเพื่อหาทางแก้ไขและคืนความยุติธรรมให้แก่ลูกความตามความถูกต้องของกฎหมาย
- อัยการ หากคู่คดีของเราเป็นหน่วยงานรัฐ อัยการจะเป็นผู้ว่าความให้อีกฝ่าย ซึ่งเราต้องต่อสู้ด้วยในชั้นศาล
- ตำรวจ ในขั้นตอนการดำเนินคดี ทนายต้องขอความร่วมมือจากตำรวจ ให้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ เช่น ขอดูเอกสารหรือบันทึกประจำวัน เดินทางไปปิดหมายศาลจำเลย ดักจับผู้ต้องหาหรือคุยกับพยาน
- ราชทัณฑ์ ในกรณีที่ลูกความหรือพยานของทนายอยู่ในเรือนจำ ต้องมีการติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ด้วย
- พยาน คือผู้ที่ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ที่ทนายความต้องพูดคุยเพื่อให้เกิดประโยชน์กับรูปคดี
- ผู้พิพากษา ในขั้นตอนการสืบคดีและขึ้นศาล ทนายความจะต้องว่าความต่อหน้าผู้พิพากษาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ซึ่งเป็นผู้พิจารณาคดีทั้งหมด
ติดต่อเรา แผนที่สำนักงานทนายความติวานนท์