ภาระจำยอม เป็นสิทธิทางกฎหมายเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ช่วยให้เจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินอีกแปลงหนึ่งได้ เช่น การใช้ทางเดินหรือทางรถผ่าน การวางท่อระบายน้ำ และการพาดสายไฟ โดยสิทธิดังกล่าวอาจเกิดจากการทำข้อตกลง การใช้สิทธิติดต่อกันจนได้มาโดยอายุความ 10 ปี หรือโดยผลของกฎหมาย ทั้งนี้ เจ้าของที่ดินควรทำความเข้าใจข้อกฎหมายเกี่ยวกับภาระจำยอม เงื่อนไขการได้สิทธิ ขั้นตอนการจดทะเบียน การฟ้องคดี และเหตุที่ทำให้ภาระจำยอมระงับลง เพื่อป้องกันข้อพิพาทและรักษาสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของตนเองค่ะ
ภาระจำยอม คืออะไร
“ภาระจำยอม” เป็นสิทธิทางกฎหมายเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในกรณีที่ดินที่ต้องใช้ทางผ่านร่วมกัน หรือมีการใช้ประโยชน์บางอย่างในที่ดินของผู้อื่น แม้จะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อเจ้าของที่ดินและผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ แต่หลายคนยังไม่เข้าใจความหมายและผลทางกฎหมายของภาระจำยอมอย่างถูกต้อง
ภาระจำยอม หมายถึง สิทธิที่กำหนดให้ที่ดินแปลงหนึ่งต้องรับภาระเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินอีกแปลงหนึ่ง โดยเจ้าของที่ดินที่ได้รับประโยชน์สามารถใช้สิทธิบางประการเหนือที่ดินที่ต้องรับภาระได้ เช่น สิทธิในการเดินผ่าน ขับรถผ่าน วางท่อระบายน้ำ หรือพาดสายไฟ ทั้งนี้ ภาระจำยอมไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของตัวบุคคล แต่เป็นสิทธิที่ผูกพันอยู่กับที่ดิน
ภาระจํายอม ระงับลงด้วยกรณีใดบ้าง
ภาระจำยอมสามารถระงับลงได้ในหลายกรณี เช่น เมื่อเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลงกลายเป็นบุคคลเดียวกัน เมื่อมีการสละสิทธิ หรือเมื่อไม่มีการใช้สิทธิติดต่อกันเป็นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ การระงับภาระจำยอมบางกรณีอาจต้องดำเนินการจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดินเพื่อให้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
มาตราที่เกี่ยวข้อง กับภาระจำยอม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- มาตรา 1382 บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้ โดยความสงบ และโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์
- มาตรา 1385 ถ้าโอนการครอบครองแก่กัน ผู้รับโอนจะนับเวลาซึ่งผู้โอนครอบครองอยู่ก่อนนั้น รวมเข้ากับเวลาครอบครองของตนก็ได้ ถ้าผู้รับโอนนับรวมเช่นนั้น และถ้ามีข้อบกพร่องในระหว่างครอบครองของผู้โอนไซร้ ท่านว่าข้อบกพร่องนั้นอาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับโอนได้
- มาตรา 1387 อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอม อันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น
- มาตรา 1391
- เจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิทำการทุกอย่างอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอม แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง ในการนี้เจ้าของสามยทรัพย์จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ภารยทรัพย์ได้ก็แต่น้อยที่สุดตามพฤติการณ์
- เจ้าของสามยทรัพย์ต้องเสียค่าใช้จ่ายของตนเองรักษาซ่อมแซมการที่ได้ทำไปแล้วให้เป็นไปด้วยดี แต่ถ้าเจ้าของภารยทรัพย์ได้รับประโยชน์ด้วยไซร้ ท่านว่าต้องออกค่าใช้จ่ายตามส่วนแห่งประโยชน์ที่ได้รับ
- มาตรา 1398 ถ้าภารยทรัพย์และสามยทรัพย์ตกเป็นของเจ้าของคนเดียวกัน ท่านว่าเจ้าของจะให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมก็ได้ แต่ถ้ายังมิได้เพิกถอนทะเบียนไซร้ ภาระจำยอมยังคงมีอยู่ในส่วนบุคคลภายนอก
- มาตรา 1399 ภาระจำยอมนั้น ถ้ามิได้ใช้ 10 ปี ท่านว่าย่อมสิ้นไป
- มาตรา 1401 ภาระจำยอมอาจได้มาโดยอายุความ ท่านให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิอันกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ภาระจํายอม 10 ปี หมายถึงอะไร?
ภาระจำยอม 10 ปี หมายถึง ระยะเวลาสำคัญที่มีผลต่อการได้มา หรือการสิ้นสุดไปของสิทธิภาระจำยอม โดยแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ดังนี้
1. การได้ภาระจำยอมโดยอายุความ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382
หากมีการใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น (ภารยทรัพย์) เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ของตนเอง (สามยทรัพย์) เช่น ใช้เป็นทางผ่าน เข้า-ออก
เงื่อนไข ต้องเป็นการใช้โดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาให้ได้สิทธิภาระจำยอม
ระยะเวลา ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีขึ้นไป
ผลทางกฎหมาย ผู้ใช้จะได้สิทธิภาระจำยอมโดยกฎหมายทันที แม้เจ้าของที่ดินเดิมจะไม่ยินยอมหรือไม่ได้จดทะเบียนก็ตาม สามารถร้องขอต่อศาลเพื่อสั่งให้จดทะเบียนภาระจำยอมได้
2. การสิ้นไปหรือระงับของภาระจำยอม มาตรา 1399
หากที่ดินใดมีสิทธิภาระจำยอมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะได้มาโดยสัญญา หรือได้มาโดยอายุความ
เงื่อนไข หากผู้มีสิทธิไม่ได้ใช้ประโยชน์ในภาระจำยอมนั้นเลย
ระยะเวลา ทิ้งว่างไว้และไม่ได้ใช้ประโยชน์ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี
ผลทางกฎหมาย สิทธิภาระจำยอมนั้นย่อมสิ้นไปหรือระงับลงโดยสิ้นเชิง เจ้าของภาระทรัพย์สามารถขอเพิกถอนภาระจำยอมนั้นได้
สามยทรัพย์ กับ ภารยทรัพย์ คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร
- สามยทรัพย์ คือ ที่ดินแปลงที่ “ได้รับประโยชน์” (ฝ่ายที่ได้สิทธิ) เช่น ที่ดินตาบอดที่ขอใช้ทางผ่าน โดยมีสิทธิใช้และบำรุงรักษาทางภาระจำยอม
- ภารยทรัพย์ คือ ที่ดินแปลงที่ “ต้องรับภาระ” (ฝ่ายที่ถูกจำกัดสิทธิ) เช่น ต้องยอมให้ผู้อื่นผ่านและต้องไม่กระทำการใดๆ ให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมเสื่อมลง ในด้านการจดทะเบียน ภารยทรัพย์ต้องจดทะเบียนภาระจำยอมบนโฉนดเพื่อให้มีผลสมบูรณ์
การเกิดภาระจำยอมสามารถเกิดขึ้นได้โดยวิธีใดบ้าง
การที่ที่ดินแปลงหนึ่งจะตกเป็นภาระจำยอมนั้น เกิดขึ้นได้จาก 3 ช่องทางหลักที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนี้
เกิดโดยนิติกรรม (การทำข้อตกลง) เจ้าของที่ดินทั้งสองฝ่ายทำสัญญากันโดยสมัครใจ เช่น ขอผ่านทางเพื่อไปถนนใหญ่ หรือขอวางท่อน้ำผ่าน หัวใจสำคัญ คือ ต้องไป จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (กรมที่ดิน) ตามมาตรา 1299 มิฉะนั้นสิทธิ์นี้จะไม่สามารถใช้ยันกับบุคคลภายนอกได้หากมีการขายที่ดินเปลี่ยนมือ
เกิดโดยอายุความ (การใช้สิทธิ์มาอย่างยาวนาน) หากคุณใช้ประโยชน์ในที่ดินคนอื่นอย่าง “สงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของสิทธิ์” ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ที่ดินส่วนนั้นจะตกเป็นภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายทันที (อ้างอิงมาตรา 1401 และ 1382) เช่น เดินผ่านทางเดิมซ้ำ ๆ มาเกิน 10 ปี โดยที่เจ้าของที่ดินแปลงนั้นไม่เคยคัดค้าน
โดยผลแห่งกฎหมายกำหนด ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1312 ให้ผู้ปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำโดยสุจริตมีสิทธิจดทะเบียนภาระจำยอมเหนือที่ดินที่รุกล้ำนั้น
ฟ้องภาระจำยอม มีขั้นตอนอย่างไร
ขั้นตอนการฟ้องคดีภาระจำยอม
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบเอกสารสิทธิ
ทนายจะตรวจสอบโฉนด เอกสารที่ดิน และประวัติการใช้ประโยชน์
ขั้นตอนที่ 2 สำรวจสภาพพื้นที่
ตรวจสอบแนวเขต ความกว้างของทาง และสภาพการใช้ประโยชน์จริง
ขั้นตอนที่ 3 เจรจาไกล่เกลี่ย
หลายกรณีสามารถตกลงกันได้โดยไม่ต้องฟ้องศาล
ขั้นตอนที่ 4 ยื่นฟ้องต่อศาล
หากไม่สามารถตกลงกันได้ อาจต้องยื่นฟ้องเพื่อ:
- ขอให้เปิดทางภาระจำยอม
- ขอให้เปิดทางจำเป็น
- ขอให้รื้อถอนสิ่งกีดขวาง
- ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย
ขั้นตอนที่ 5 บังคับคดี
เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว สามารถดำเนินการบังคับคดีได้
คดีภาระจำยอมต้องฟ้องศาลใด?
โดยทั่วไปเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 ทวิ บัญญัติว่า “คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล” จึงต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ หรือศาลที่กฎหมายกำหนด
ฎีกา ภาระจำยอม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800/2502
ภาระจำยอมจะสิ้นไปก็แต่เมื่อภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมดหรือมิได้ใช้สิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1397, 1399 และในลักษณะซื้อขายตาม มาตรา 480 ก็ยังบัญญัติว่า “ถ้าอสังหาริมทรัพย์ต้องแสดงว่าตกอยู่ในบังคับแห่งภาระจำยอมโดยกฎหมายไซร้ ท่านว่าผู้ขายไม่ต้องรับผิด เว้นแต่ผู้ขายจะได้รับรองไว้ในสัญญาว่า ทรัพย์นั้นปลอดจากภาระจำยอมอย่างใด ๆ ทั้งสิ้นหรือปลอดจากภาระจำยอมอันนั้น” ตาม มาตรา 1299 หมายถึงแต่กรณีที่บุคคลได้มาโดยสุจริตซึ่งทรัพย์สิทธิอันเดียวกันกับสิทธิที่ยังไม่ได้จดทะเบียน ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งมีภาระจำยอมติดอยู่ หาได้สิทธิในภาระจำยอมไปด้วย แต่อย่างไรไม่ สำหรับที่ดินอันเป็นภารยทรัพย์นั้น ภาระจำยอมที่มีอยู่เป็นแต่การรอนสิทธิตาม มาตรา 480 เท่านั้น ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจะยกการรับโอนกรรมสิทธิ์โดยสุจริตขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อให้ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินนั้นต้องสิ้นไปหาได้ไม่ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2502)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2782/2540
ภารจำยอมอาจเกิดจากการยินยอมอนุญาตให้ใช้ทางในเบื้องต้นก่อนต่อมาเมื่อเริ่มใช้ทางแล้วหากผู้ใช้ได้ใช้ทางนั้นในลักษณะเป็นการใช้โดยถือสิทธิเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของทางตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่า10ปีโดยเจ้าของทางมิได้หวงห้ามหรือสงวนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของตนทั้งแสดงว่าได้ยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบกระเทือนต่อสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของตนโ่ดยสมัครใจแล้วการใช้ทางดังกล่าวจึงทำให้เกิดสิทธิภารจำยอมโดยอายุความได้ดังนั้นแม้โจทก์ที่1และที่3จะเบิกความว่าได้ขออนุญาตต. และค.เดิมในทางพิพาทก็น่าจะมีความหมายว่าเป็นการขออนุญาตเดินในตอนแรกๆเท่านั้นเมื่อโจทก์ทั้งสี่ได้ใช้ทางพิพาทเป็นเวลา40-50ปีโดยไม่ปรากฎว่าต. และค.ห้ามปรามหรือขัดขวางการใช้ทางพิพาทหรือบอกสงวนสิทธิในทางพิพาทแต่ประการใดนอกจากนี้หลังจากจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินมาจากต. แล้วก็มิได้หวงห้ามมิให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ทางพิพาทต่อไปแสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ยอมรับสิทธิของโจทก์ทั้งสี่ในการใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินออกไปสู่ทางสาธารณะพฤติการณ์ของโจทก์ทั้งสี่ในการใช้ทางพิพาทของจำเลยทั้งสองในลักษณะเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการใช้ในลักษณะที่เป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของทางพิพาทมิใช่เป็นการใช้ทางพิพาทโดยได้รับอนุญาตเป็นการเฉพาะตัวแต่อย่างใดเมื่อโจทก์ทั้งสี่ใช้ทางพิพาทติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า10ปีแล้วโจทก์ทั้งสี่ย่อมได้ภารจำยอมในทางพิพาทโดยอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1073/2529
โจทก์ใช้ทางพิพาทเดินผ่านที่ดินซึ่งเป็นของบิดามารดาแล้วเป็นมรดกได้แก่พี่ชายโจทก์ตลอดมาโดยถือวิสาสะแม้ต่อมาจะโอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของบุคคลอื่นแต่เมื่อโจทก์ยังคงใช้ทางพิพาทโดยถือวิสาสะเช่นเดิมแม้จะเดินนานเท่าใดก็หาได้สิทธิในภาระจำยอมไม่และถึงแม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทอย่างไม่ใช่การถือวิสาสะตั้งแต่ที่ดินตกเป็นของจำเลยก็ยังไม่ถึง10ปีทางพิพาทจึงยังไม่เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์
ภาระจำยอม กับ ทางจำเป็น แตกต่างกันอย่างไร
ภาระจํายอม หมายถึง ทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนอํานาจกรรมสิทธิ์ ซึ่งเจ้าของภารยทรัพย์ ต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบกระเทือนอสังหาริมทรัพย์ของตน หรือทําให้ต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์พื่อประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์อื่นเรียกว่า สามยทรัพย์ (ป.พ.พ.มาตรา 1387)
ทางจําเป็น หมายถึง ที่ดินซึ่งถูกล้อมด้วยที่ดินแปลงอื่นอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ หรือที่เรียกว่า ที่ดินตาบอด ทั้งนี้รวมถึงที่ดินซึ่งมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ไม่สะดวก เช่นต้องข้ามสระ บึง หรือทะเล หรือที่ชันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมาก เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมย่อมมีสิทธิผ่านที่ดินแปลงอื่นเพื่อไปสู่ทางสาธารณะได้ (ป.พ.พ.มาตรา 1349)
การได้มาของสิทธิ
กรณีภาระจำยอม
- โดยนิติกรรมสัญญา : การตกลงกันระหว่างเจ้าของภารยทรัพย์ และเจ้าของสามยทรัพย์ ซึ่งจะบริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิก็ต่อเมื่อคู่สัญญาได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นคงใช้บังคับได้เพียงระหว่างคู่สัญญาในฐานะบุคคลสิทธิเท่านั้น
- โดยอายุความ : เมื่อเจ้าของสามยทรัพย์มีการใช้ภารยทรัพย์ ด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจํายอมในภารยทรัพย์ เป็นเวลาติดต่อกันครบ 10 ปี- โดย- ผลของกฎหมาย กรณีปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตมีสิทธิจดทะเบียนภาระจํายอมเหนือ ที่ดินที่รุกล้ำนั้น
กรณีทางจำเป็น
- โดยผลของกฎหมาย หากครบหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1349 หรือมาตรา 1350 ที่ดินที่ถูกล้อมย่อมมีสิทธิขอให้ที่ดินที่ล้อมเปิดทางจำเป็นไปสู่ทางสาธารณะได้ ทั้งนี้ไม่จําต้องคำนึงว่าเจ้าของได้ที่ดินมาโดยสุจริตหรือไม่ และมีการนิติกรรมสัญญาหรือไม่ แต่การขอเปิดทางจำเป็นนั้น ต้องเลือกให้พอควรแก่ความจําเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน โดยต้องคํานึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายน้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้
ขั้นตอนการจดภาระจำยอม มีกี่แบบ
1. การจดทะเบียนโดยความตกลง (นิติกรรม)
ใช้ในกรณีที่เจ้าของที่ดินทั้งสองฝ่าย ภารยทรัพย์ และ สามยทรัพย์ ตกลงยินยอมกันได้
ตกลงรายละเอียดและเงื่อนไข ตกลงขอบเขตภาระจำยอม เช่น ทางเดิน ทางรถผ่าน เดินสายไฟ วางท่อ รวมถึงค่าตอบแทน
จัดเตรียมเอกสาร
โฉนดที่ดินฉบับจริง ทั้งของแปลงที่ดินที่รับภาระจำยอม และแปลงที่ได้รับประโยชน์
บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของทั้งสองฝ่าย
หนังสือยินยอมจากผู้รับจำนอง (หากที่ดินติดจำนองอยู่กับธนาคาร)
หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ไปดำเนินการเอง)
ยื่นคำขอ ณ สำนักงานที่ดิน ยื่นเรื่อง ณ สำนักงานที่ดินพื้นที่ที่ที่ดินตั้งอยู่
ตรวจเอกสารและประเมินค่าธรรมเนียม เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง และประเมินค่าธรรมเนียม/ภาษี
ลงนามและสลักหลังโฉนด ทั้งสองฝ่ายลงนามในหนังสือสัญญาจดทะเบียนภาระจำยอม และเจ้าหน้าที่จะทำการสลักหลังโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับไว้เป็นหลักฐาน
2. การจดทะเบียนตามคำสั่งศาล (โดยอายุความ)
ใช้ในกรณีที่ได้สิทธิภาระจำยอมมาโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาให้ได้สิทธินั้นติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีขึ้นไป แต่เจ้าของที่ดินแปลงรับภาระไม่ยินยอมไปจดทะเบียนให้
ฟ้องร้องต่อศาล ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำพิพากษาแสดงว่าที่ดินตกอยู่ในภาระจำยอม
นำสืบพยานหลักฐาน นำสืบว่าได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นมาอย่างเปิดเผยและสงบเป็นเวลาเกิน 10 ปี
นำคำพิพากษาไปจดทะเบียน เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้นำคำพิพากษาฉบับ certified copy และหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดไปยื่นขอสลักหลังโฉนด ณ สำนักงานที่ดิน
สรุป ภาระจำยอม คืออะไร?
ภาระจำยอม เป็นสิทธิทางกฎหมายที่ทำให้เจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินอีกแปลงหนึ่งได้ เช่น การใช้ทางผ่าน การวางท่อระบายน้ำ หรือการพาดสายไฟ โดยสิทธิภาระจำยอมอาจเกิดจากการทำข้อตกลง การได้สิทธิโดยอายุความ 10 ปี หรือโดยผลของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387–1401 ทั้งนี้ ภาระจำยอมอาจระงับลงได้หากไม่มีการใช้สิทธิติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี
หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับภาระจำยอม เช่น การปิดกั้นทางเข้าออก การไม่ยินยอมจดทะเบียน หรือการใช้สิทธิเกินขอบเขต เจ้าของที่ดินควรตรวจสอบเอกสารสิทธิและปรึกษาทนายความ เพื่อพิจารณาแนวทางเจรจาหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย และรักษาสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของตนเองค่ะ
หาทนายดำเนินคดีภาระจำยอม
เนื่องจากคดีภาระจำยอมเป็นคดีที่ต้องใช้ความรู้ทั้งด้านกฎหมายและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินการดำเนินคดีโดยไม่มีการตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดอาจทำให้เสียสิทธิในที่ดิน, แพ้คดี, ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความและอาจถูกฟ้องกลับ ติดต่อทนายให้ดำเนินคดีภาระจำยอม สามารถปรึกษาทนายก่อนไปศาล ได้ที่ สำนักงานทนายความติวานนท์ ผ่านช่องทางติดต่อ ดังต่อไปนี้
- เบอร์โทร 02-125-2511
- เวลาทำการ 08.00-17.00 น. ทนายหยุดวันอาทิตย์
- E-mail : info@tiwanonlaw.com
- Facebook : www.facebook.com/tiwanonlaw
- Line : https://line.me/ti/p/@tiwanonlaw
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาระจำยอม
1. ใช้ทางผ่านที่ดินผู้อื่นเกิน 10 ปี จะได้สิทธิภาระจำยอมหรือไม่?
สามารถได้สิทธิภาระจำยอมโดยอายุความ หากเป็นการใช้ทางเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของตนอย่างสงบ เปิดเผย และมีเจตนาใช้ทางโดยถือสิทธิภาระจำยอมติดต่อกันครบ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 แต่หากใช้ทางโดยอาศัยความยินยอมหรือความสัมพันธ์ส่วนตัว อาจไม่ได้สิทธิภาระจำยอมค่ะ
2. เจ้าของที่ดินสามารถปิดทางภาระจำยอมได้หรือไม่?
หากเป็นทางภาระจำยอมที่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย เจ้าของภารยทรัพย์ไม่สามารถปิดกั้นทางจนทำให้ผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ไม่ได้ หากมีการปิดทางหรือสร้างสิ่งกีดขวาง ผู้มีสิทธิสามารถเจรจาหรือดำเนินคดีต่อศาลเพื่อขอให้เปิดทางได้ค่ะ
3. ภาระจำยอมไม่ได้ใช้งานกี่ปีจึงสิ้นสุด?
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 หากไม่มีการใช้สิทธิภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี สิทธิดังกล่าวย่อมสิ้นไป โดยเจ้าของที่ดินที่รับภาระสามารถดำเนินการขอเพิกถอนรายการจดทะเบียนภาระจำยอมตามขั้นตอนทางกฎหมายได้ค่ะ


