สำนักงานทนายความติวานนท์

คดีอาญา ลักทรัพย์ ยอมความหรือรับสารภาพติดคุกไหม มีโทษกี่ปี

คดีลักทรัพย์ ยอมความได้ไหม รับสารภาพแล้วติดคุกหรือไม่?
2

คดีลักทรัพย์ เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ หากรับสารภาพ คืนทรัพย์ และชดใช้ความเสียหาย ศาลอาจพิจารณาลดโทษหรือรอลงอาญาได้

สารบัญ

คดีลักทรัพย์เป็นคดีอาญาที่หลายคนเข้าใจว่า หากคืนทรัพย์ ชดใช้ค่าเสียหาย หรือผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแล้ว คดีก็น่าจะจบได้ แต่ในทางกฎหมาย ความผิดฐานลักทรัพย์โดยทั่วไปเป็นความผิดอาญาแผ่นดินและไม่สามารถยอมความได้ เมื่อมีการดำเนินคดีแล้ว ตำรวจ อัยการ และศาลยังสามารถดำเนินกระบวนการตามกฎหมายต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม หากผู้กระทำรับสารภาพ คืนทรัพย์ ชดใช้ความเสียหาย หรือแสดงให้เห็นถึงความสำนึกผิด ข้อเท็จจริงเหล่านี้อาจนำมาใช้ประกอบการพิจารณาลดโทษหรือรอการลงโทษได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะคดี ประวัติของผู้กระทำ และดุลพินิจของศาลเป็นรายกรณี

 

คดีลักทรัพย์ ยอมความได้ไหม

ความผิดฐานลักทรัพย์โดยทั่วไป ไม่สามารถยอมความได้ เพราะถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แม้ผู้เสียหายจะได้รับเงินคืนและไม่ติดใจเอาความ ตำรวจและอัยการก็ยังสามารถดำเนินคดีต่อไปได้

ยกเว้นแต่ เป็นการลักทรัพย์ระหว่างบุคคลในครอบครัวตามเงื่อนไขของกฎหมาย ดังนี้

1. ความสัมพันธ์ตามกฎหมายที่ยอมความได้

กฎหมายกำหนดให้คดีลักทรัพย์กลายเป็น ความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้กระทำผิดและผู้เสียหายมีความสัมพันธ์กัน 3 รูปแบบนี้เท่านั้น

  • ผู้บุพการี กระทำต่อ ผู้สืบสันดาน เช่น พ่อแม่ ขโมยเงินหรือทรัพย์สินของลูกหลาน
  • ผู้สืบสันดาน กระทำต่อ ผู้บุพการี เช่น ลูก หลานแท้ ๆ แอบลักทรัพย์หรือโอนเงินของพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย
  • พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน พี่น้องแท้ ๆ ที่มีพ่อและแม่คนเดียวกัน แอบลักทรัพย์กันเอง

2. เงื่อนไขและระยะเวลา

หากเข้าข่ายความสัมพันธ์ข้างต้น คดีจะมีเงื่อนไขทางกฎหมายเปลี่ยนไปทันที

  • ต้องแจ้งความภายใน 3 เดือน ผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์ (แจ้งความ) หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด หากเกิน 3 เดือน คดีจะขาดอายุความทันที
  • ถอนแจ้งความคดีจบ หากผู้เสียหายตกลงยอมความ ชดใช้เงินคืน หรือทำสัญญาประนีประนอม แล้วไป ถอนคำร้องทุกข์ (ถอนแจ้งความ) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจะระงับลงทันที ตำรวจหรืออัยการไม่สามารถดำเนินคดีต่อได้

 

คดีลักทรัพย์ รับสารภาพ ติดคุกไหม

คดีลักทรัพย์ ถือเป็นหนึ่งในข้อหาทางอาญาที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในสังคมไทย หลายคนคิดว่าเมื่อทำผิดแล้วยอมรับ สารภาพผิด คืนของ แล้วเรื่องจะจบลงที่สถานีตำรวจ แต่ในความจริงแล้ว กฎหมายมีขั้นตอนและเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่านั้น

1. คดีลักทรัพย์ ยอมความไม่ได้

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ คดีลักทรัพย์เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน หมายความว่า เมื่อความผิดเกิดขึ้นแล้ว และมีการแจ้งความดำเนินคดี รัฐ (ตำรวจและอัยการ) จะต้องดำเนินคดีไปจนถึงชั้นศาล ไม่สามารถยอมความเพื่อถอนแจ้งความได้

แม้ว่าผู้เสียหายจะใจอ่อน ยอมยกโทษให้ หรือเราจะคืนทรัพย์สินให้ครบถ้วนแล้วก็ตาม เรื่องก็ต้องไปจบที่ศาลอยู่ดี

2. รับสารภาพแล้วได้อะไร?

กฎหมายไทยมีหลักเกณฑ์ในการบรรเทาโทษสำหรับผู้ที่สำนึกผิดและให้ความร่วมมือ โดยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ระเบียบศาลระบุไว้ว่า

  • ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง การรับสารภาพในชั้นศาลถือเป็นการให้ถ้อยคำที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ศาลมักจะลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จากโทษเต็มของข้อหานั้น ๆ
  • ใช้ประกอบการพิจารณารอลงอาญา คำรับสารภาพ คือ สาระสำคัญที่แสดงถึงความสำนึกผิด ซึ่งเป็นปัจจัยแรก ๆ ที่ศาลจะนำมาพิจารณาว่าจะให้โอกาสกลับตัวโดยไม่ส่งเข้าคุกหรือไม่

3. เงื่อนไขแบบไหนที่มีโอกาสรอดคุก (รอลงอาญา)

การรับสารภาพเพียงอย่างเดียวไม่ได้การันตีว่าจะไม่ติดคุก ศาลจะดูองค์ประกอบอื่น ๆ ร่วมด้วย หากคุณเข้าเงื่อนไขเหล่านี้ โอกาสที่จะได้ รอการลงโทษ (รอลงอาญา) จะสูงมาก

  1. เป็นความผิดครั้งแรก ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม หรือไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน
  2. เป็นคดีลักทรัพย์ลหุโทษหรือโทษไม่สูง เช่น ลักทรัพย์ทั่วไป (มาตรา 334) ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
  3. เยียวยาผู้เสียหายเต็มที่ มีการคืนทรัพย์สิน ชดใช้ค่าเสียหาย หรือจ่ายเงินเยียวยาจนผู้เสียหายพึงพอใจ และผู้เสียหายแถลงต่อศาลว่า “ไม่ติดใจเอาความ”
  4. มีเหตุอันควรปรานี เช่น ทำไปเพราะความยากจนคลาดแคลนอย่างถึงที่สุด หาเงินรักษาพยาบาลคนในครอบครัว หรือทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

4. ลักทรัพย์แบบไหนที่รับสารภาพก็เสี่ยงติดคุกจริง

หากเข้าข่ายข้อหาลักทรัพย์ที่มี เหตุฉกรรจ์ (โทษหนักขึ้น) หรือมีพฤติกรรมร้ายแรง แม้จะรับสารภาพ ศาลก็อาจตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญาได้ เช่น

  • ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน (มาตรา 335) มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี
  • ลักทรัพย์นายจ้าง: ทำลายความไว้วางใจในหน้าที่การงาน
  • ลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดขวาง เช่น งัดแงะประตู หน้าต่าง ทุบกระจกรถ
  • ทำเป็นขบวนการหรือมืออาชีพ มีการวางแผน เป็นแก๊ง หรือทำซ้ำ ๆ เป็นอาชีพ
  • มีประวัติอาชญากรรม เคยติดคุกในคดีอื่นมาก่อนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

 

คดีลักทรัพย์ มีโทษอย่างไร

โทษของการลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ มีดังนี้

  • ลักทรัพย์ทั่วไป (มาตรา 334) จำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท
  • ลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ (มาตรา 335 เช่น ในเวลากลางคืน, ร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป, ในเคหสถาน) จำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 100,000 บาท
  • ลักทรัพย์นายจ้างหรือในความครอบครองของนายจ้าง โทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 100,000 บาท
  • วิ่งราวทรัพย์ (มาตรา 336 ลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาต่อหน้า) จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

 

คดีอาญา ลักทรัพย์นายจ้าง มีลักษณะอย่างไร

ลักทรัพย์นายจ้าง เป็นความผิดอาญาที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเอาทรัพย์ของนายจ้าง หรือทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง ไปโดยทุจริต โดยกฎหมายถือเป็นกรณีที่มีเหตุให้รับโทษหนักกว่าการลักทรัพย์ทั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11)

ลักษณะสำคัญของความผิด

โดยทั่วไปต้องพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

1. มีการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไป

เช่น เงิน สินค้า อุปกรณ์ เครื่องมือ หรือทรัพย์สินอื่นของบริษัทหรือนายจ้าง

2. ผู้กระทำมีเจตนาทุจริต

กล่าวคือ เอาทรัพย์ไปโดยไม่มีสิทธิและประสงค์แสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

3. ทรัพย์เป็นของนายจ้างหรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้าง

ประเด็นนี้สำคัญ เพราะศาลฎีกาวางหลักว่า ไม่จำเป็นที่ลูกจ้างจะต้องได้รับมอบหมายให้ดูแลทรัพย์นั้นโดยตรง เพียงแต่ทรัพย์ที่ถูกเอาไปเป็นของนายจ้างหรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้าง ก็อาจเข้าองค์ประกอบมาตรา 335 (11) ได้

4. ผู้กระทำเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย

สถานะความเป็นนายจ้าง–ลูกจ้างเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาประกอบด้วย โดยศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า หากผู้ร่วมกระทำคนหนึ่งเป็นลูกจ้าง แต่อีกคนไม่ได้เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย เหตุฉกรรจ์เรื่อง “ทรัพย์ของนายจ้าง” ไม่จำเป็นต้องใช้กับบุคคลที่ไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้างนั้น

ตัวอย่างพฤติการณ์

  • ลูกจ้างนำเงินของบริษัทไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ลูกจ้างนำสินค้าในคลังของบริษัทออกไปโดยทุจริต
  • ลูกจ้างนำทรัพย์สินของนายจ้างไปขายหรือจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ลูกจ้างรับเงินจากลูกค้าแทนนายจ้าง แต่ไม่นำเงินส่งให้นายจ้างและเอาไปเป็นของตนเอง

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4992/2568 กรณีลูกจ้างรับเงินค่าตั๋วโดยสารจากลูกค้า แล้วไม่นำเงินส่งนายจ้าง ศาลวินิจฉัยว่าเป็นลักษณะลักทรัพย์นายจ้างตามมาตรา 335 (11) เนื่องจากลูกจ้างมีเพียงอำนาจยึดถือเงินไว้ชั่วคราวเพื่อส่งมอบให้นายจ้าง ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์หรือครอบครองเงินนั้นเป็นของตนเอง

 

โทษของการลักทรัพย์นายจ้าง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 กำหนดกรณีลักทรัพย์ที่มีเหตุฉกรรจ์หลายลักษณะ รวมถึงการลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างหรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้างตามมาตรา 335 (11) โดยมีโทษ จำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 100,000 บาท

 

ทางออกคดีลักทรัพย์

เมื่อถูกกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดีในข้อหา ลักทรัพย์ ไม่ควรรีบรับสารภาพหรือให้การโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะคดีลักทรัพย์มีรายละเอียดทางกฎหมายหลายประเด็น และแนวทางต่อสู้คดีจะแตกต่างกันไปตามพฤติการณ์ของแต่ละกรณี ดังนี้

1. ตรวจสอบก่อนว่าเข้าข่ายลักทรัพย์จริงหรือไม่

ความผิดฐานลักทรัพย์ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ เช่น มีการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต ดังนั้นต้องตรวจสอบว่า

  • ทรัพย์เป็นของผู้เสียหายจริงหรือไม่
  • ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิในทรัพย์นั้นหรือไม่
  • ได้รับอนุญาตให้นำทรัพย์ไปหรือไม่
  • ใครเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ในขณะเกิดเหตุ
  • มีพยานหลักฐานยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้เอาทรัพย์ไปหรือไม่
  • มีเจตนาทุจริตหรือไม่

ซึ่งหากข้อเท็จจริงไม่ครบองค์ประกอบความผิด ก็อาจเป็นประเด็นสำคัญในการต่อสู้คดี

2. รวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน

ได้แก่

  • สัญญาหรือเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สิน
  • หลักฐานการซื้อขายหรือการชำระเงิน
  • แชท LINE หรือข้อความที่เกี่ยวข้อง
  • ภาพถ่ายและภาพจากกล้องวงจรปิด
  • พยานบุคคล

3. หากเป็นคดีลักทรัพย์นายจ้าง

กรณีลูกจ้างถูกกล่าวหาว่า ลักทรัพย์นายจ้าง ต้องพิจารณาว่าทรัพย์เป็นของนายจ้างหรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้าง และลูกจ้างมีพฤติการณ์เอาทรัพย์ไปโดยทุจริตหรือไม่

บางกรณีข้อเท็จจริงอาจเกี่ยวข้องกับความผิดฐาน ยักยอกทรัพย์ แทนการลักทรัพย์ การแยกความผิดทั้งสองฐานจึงต้องพิจารณาว่าในขณะเกิดเหตุใครเป็นผู้ครอบครองทรัพย์

4. การเจรจาหรือชดใช้ค่าเสียหาย

ในบางกรณี การพูดคุยกับผู้เสียหายเพื่อคืนทรัพย์หรือชดใช้ความเสียหายอาจช่วยลดความขัดแย้งและอาจมีผลต่อการดำเนินคดีหรือการพิจารณาโทษได้

อย่างไรก็ตาม การชดใช้เงินไม่ได้หมายความว่าคดีอาญาจะยุติลงโดยอัตโนมัติทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาว่าความผิดนั้นเป็นความผิดอันยอมความได้หรือไม่ และคดีอยู่ในขั้นตอนใด

5. หากคดีเข้าสู่ชั้นตำรวจหรือศาล

ผู้ถูกกล่าวหาควรใช้สิทธิของตนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานก่อนตัดสินใจว่าจะให้การอย่างไร หากข้อเท็จจริงมีความซับซ้อน ควรให้ทนายความตรวจสอบสำนวนและประเมินแนวทางต่อสู้คดีเป็นรายกรณี

 

ประมวลกฎหมายอาญา ลักทรัพย์ มาตรา 335

มาตรา 335 ผู้ใดลักทรัพย์

(1) ในเวลากลางคืน

(2) ในที่หรือบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้ การระเบิด อุทกภัย หรือในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแก่รถไฟ หรือยานพาหนะอื่นที่ประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติอื่นทำนองเดียวกันหรืออาศัยโอกาสที่มีเหตุเช่นว่านั้น หรืออาศัยโอกาสที่ประชาชนกำลังตื่นกลัวภยันตรายใด ๆ

(3) โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใด ๆ

(4) โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า หรือเข้าทางช่องทางซึ่งผู้เป็นใจเปิดไว้ให้

(5) โดยแปลงตัวหรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น มอมหน้าหรือทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้

(6) โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน

(7) โดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป

(8) ในเคหสถาน สถานที่ราชการหรือสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือซ่อนตัวอยู่ในสถานที่นั้น ๆ

(9) ในสถานที่บูชาสาธารณะ สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน ที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ สาธารณสถานสำหรับขนถ่ายสินค้า หรือในยวดยานสาธารณะ

(10) ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์

(11) ที่เป็นของนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง

(12) ที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม บรรดาที่เป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์ สัตว์หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการกสิกรรมนั้น

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท

ถ้าความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในอนุมาตราดังกล่าวแล้วตั้งแต่สองอนุมาตราขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

ถ้าความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำต่อทรัพย์ที่เป็นโค กระบือ เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรานี้ เป็นการกระทำโดยความจำใจหรือความยากจนเหลือทนทาน และทรัพย์นั้นมีราคาเล็กน้อย ศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 334 ก็ได้

 

คดีลักทรัพย์นายจ้าง รอลงอาญาได้ไหม ต้องทำตัวอย่างไร

หลักเกณฑ์การรอการลงโทษ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจรอการลงโทษได้ หากคดีเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย โดยหลักสำคัญประการหนึ่งคือ ศาลลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และผู้กระทำความผิดต้องไม่มีประวัติการได้รับโทษจำคุกมาก่อนในลักษณะที่กฎหมายไม่เปิดช่องให้รอการลงโทษ

นอกจากตัวบทกฎหมายแล้ว ศาลยังพิจารณาปัจจัยเกี่ยวกับตัวจำเลยและพฤติการณ์แห่งคดี เช่น อายุ ประวัติ ความประพฤติ อาชีพ การศึกษา สภาพแวดล้อม ลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำ รวมถึงเหตุอื่นที่อาจเป็นเหตุอันควรปรานี

ดังนั้น คดีลักทรัพย์นายจ้างไม่ได้หมายความว่าจะต้องติดคุกทุกกรณี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรอลงอาญาได้ทุกคดี

 

หากต้องการขอรอการลงโทษ มีขั้นตอนดังนี้

1. แสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหาย

หากข้อเท็จจริงเป็นฝ่ายจำเลยกระทำผิดจริง การแสดงความรับผิดชอบ เช่น การคืนทรัพย์ ชดใช้ค่าเสียหาย หรือพยายามเยียวยาความเสียหาย สามารถเป็นข้อเท็จจริงที่นำเสนอต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาได้

ควรดำเนินการอย่างเหมาะสมและมีหลักฐาน เช่น ใบรับเงิน หลักฐานการโอนเงิน หรือเอกสารเกี่ยวกับการคืนทรัพย์

2. พยายามเจรจาเยียวยากับนายจ้าง

หากสามารถตกลงกับนายจ้างหรือผู้เสียหายเกี่ยวกับการคืนทรัพย์หรือชดใช้ค่าเสียหายได้ ควรทำเป็นหลักฐานให้ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การชดใช้ความเสียหาย ไม่ได้ทำให้ความผิดอาญาสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ เพราะต้องพิจารณาด้วยว่าความผิดที่ถูกกล่าวหาเป็นความผิดประเภทใดและคดีอยู่ในขั้นตอนใด

3. แสดงให้ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำครั้งแรก

หากจำเลยไม่มีประวัติอาชญากรรมและไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ควรนำข้อเท็จจริงดังกล่าวเสนอต่อศาลอย่างถูกต้อง

ประวัติส่วนตัว อาชีพ การศึกษา ภาระครอบครัว และความประพฤติภายหลังเกิดเหตุ อาจมีความสำคัญต่อการพิจารณาโทษ

4. ไม่หลบหนีและปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรม

ควรไปพบพนักงานสอบสวน อัยการ หรือศาลตามนัดทุกครั้ง และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่หรือศาลกำหนด

การแสดงให้เห็นว่าจำเลยพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ย่อมดีกว่าการหลบหนีหรือไม่ปฏิบัติตามนัด

5. หากรับสารภาพ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ

การรับสารภาพอาจมีผลต่อการกำหนดโทษ แต่ไม่ควรรับสารภาพเพียงเพราะต้องการให้คดีจบเร็ว หากข้อเท็จจริงหรือข้อกล่าวหายังมีประเด็นที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

 

โดนแจ้งความข้อหาลักทรัพย์ ต้องทำอย่างไร

1. ตรวจสอบก่อนว่าถูกกล่าวหาในขั้นตอนใด

หากได้รับหมายเรียก ควรตรวจสอบว่าเรียกไปในฐานะพยานหรือผู้ต้องหา และตรวจสอบวัน เวลา สถานที่ รวมถึงเหตุแห่งการเรียกให้ชัดเจน

การได้รับหมายเรียกไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิด

2. เตรียมตัวก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน

ควรรวบรวมเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหมด เช่น

  • หลักฐานการซื้อขายหรือการครอบครองทรัพย์สิน
  • ใบเสร็จหรือหลักฐานการชำระเงิน
  • ข้อความสนทนาและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • ภาพถ่ายหรือภาพจากกล้องวงจรปิด
  • รายชื่อบุคคลที่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้

หากคดีมีรายละเอียดมากหรือมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดี ควรปรึกษาทนายความก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน

3. ผู้ต้องหามีสิทธิอะไรบ้าง?

ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ และมีสิทธิให้ทนายความหรือบุคคลที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตามกฎหมาย

 

คดีลักทรัพย์ รับสารภาพ Pantip เคสตัวอย่าง

กรณีตัวอย่างเกี่ยวกับคดีลักทรัพย์และการรับสารภาพจาก Pantip สามารถนำมาใช้ประกอบการอ่านเพื่อให้เห็นสถานการณ์ของผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีจริงได้ อย่างไรก็ตาม แต่ละคดีมีข้อเท็จจริง พฤติการณ์ จำนวนครั้งที่กระทำ มูลค่าทรัพย์ ประวัติจำเลย และการเยียวยาผู้เสียหายแตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำผลของคดีหนึ่งไปใช้สรุปกับอีกคดีหนึ่งได้

ตัวอย่างกระทู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Pantip เป็นประสบการณ์และคำถามของผู้ใช้งาน จึงควรใช้เพื่อประกอบความเข้าใจเท่านั้น หากต้องการประเมินแนวทางของคดีลักทรัพย์ ควรพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละคดีโดยเฉพาะ

 

สรุป คดีลักทรัพย์ควรรับมืออย่างไร?

คดีลักทรัพย์เป็นคดีอาญาที่ต้องพิจารณาทั้งข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน เจตนาของผู้ถูกกล่าวหา และลักษณะของทรัพย์ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพราะแม้จะมีการคืนทรัพย์ ชดใช้ค่าเสียหาย หรือผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ ก็ไม่ได้หมายความว่าคดีจะยุติลงทุกกรณี โดยเฉพาะความผิดฐานลักทรัพย์ทั่วไปและลักทรัพย์นายจ้างที่ยังต้องดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย

หากถูกแจ้งความ ถูกออกหมายเรียก หรือกำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์ ไม่ควรรีบให้การหรือรับสารภาพก่อนตรวจสอบรายละเอียดของคดีให้ครบถ้วน ควรรวบรวมเอกสาร พยานหลักฐาน ข้อความสนทนา ภาพจากกล้องวงจรปิด และข้อมูลเกี่ยวกับการครอบครองทรัพย์ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแนวทางต่อสู้คดีอย่างเหมาะสม

อ่านบทความต่อ คดีอาญา คือ อะไร มีโทษแบบไหนบ้างที่ควรรู้

 

ปรึกษาคดีลักทรัพย์กับสำนักงานกฎหมายติวานนท์

หากคุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับ คดีลักทรัพย์ คดีลักทรัพย์นายจ้าง ถูกกล่าวหาว่าลักทรัพย์ หรือได้รับหมายเรียกจากตำรวจ สามารถปรึกษาทนายความเพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง ประเมินองค์ประกอบความผิด พิจารณาพยานหลักฐาน และวางแนวทางดำเนินคดีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละคน

สำนักงานกฎหมายติวานนท์ ให้บริการด้าน ฟ้องคดีอาญา ตั้งแต่การให้คำปรึกษาก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน การตรวจสอบข้อกล่าวหา การเตรียมพยานหลักฐาน การให้คำแนะนำเรื่องการรับสารภาพหรือการต่อสู้คดี ไปจนถึงการดำเนินคดีในชั้นศาล

ดูรายละเอียดบริการคดีอาญาเพิ่มเติมได้ที่ https://tiwanonlaw.com/service/criminal/

สำนักงานทนายความติวานนท์ ให้บริการฟ้องคดีแพ่ง ฟ้องคดีอาญา ฟ้องหมิ่นประมาท ฟ้องชู้ ฟ้องขับไล่ ฟ้องลูกหนี้
การทำงานครอบคลุมถึง การออกโนติส การฟ้องคดีโดยตรง การทำงานร่วมกับตำรวจและพนักงานอัยการ
การร้องขอความเป็นธรรม การประกันตัวผู้ต้องหา การไต่สวนมูลฟ้อง การเขียนคำให้การของจำเลย การฟ้องแย้ง
การยื่นอุทธรณ์และการยื่นฎีกา รวมทั้งการสืบทรัพย์ การบังคับคดี และการตั้งเรื่องยึดทรัพย์ขายทอดตลาด

อัตราค่าจ้างทนาย ต้องสอบถามทางบริษัทเท่านั้น สามารถติดต่อได้ตามช่องทางต่อไปนี้

สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อทนาย
โทร
แชทไลน์
อีเมล
สำนักงาน
ทนายความ สำนักงานทนายความ สำนักงานกฏหมาย
เลือกอ่านหัวข้อที่คุณสนใจ
อ่านบทความล่าสุด