👨👩👧 ฟ้องร้องค่าเลี้ยงดูบุตร เป็นเรื่องที่พ่อหรือแม่หลายคนอาจต้องเจอหลังจากแยกทาง หย่าร้าง หรืออีกฝ่ายไม่ช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของลูก ทั้งค่าอาหาร ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หากอีกฝ่ายไม่ส่งค่าเลี้ยงดู เราสามารถฟ้องได้หรือไม่ ต้องเริ่มต้นอย่างไร และควรเตรียมหลักฐานอะไรบ้าง
ตามข้อมูลของ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว อธิบายหลักของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 ไว้ว่า บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ แม้ว่าบิดาและมารดาจะหย่าหรือแยกกันอยู่ หน้าที่ที่มีต่อลูกก็ไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงเพราะความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาจบลง
ส่วนกรณีที่บุตรไม่ได้รับการเลี้ยงดู หรือได้รับไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 เปิดทางให้เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ โดยศาลจะพิจารณาจากความสามารถของผู้ที่มีหน้าที่จ่าย ฐานะและความจำเป็นของผู้รับ รวมถึงพฤติการณ์ของแต่ละคดี
ดังนั้น หากกำลังเจอปัญหาอีกฝ่ายไม่ช่วยออกค่าใช้จ่ายของลูก การทำความเข้าใจขั้นตอนก่อน ฟ้องร้องค่าเลี้ยงดูบุตร จะช่วยให้เตรียมตัวได้เป็นระบบมากขึ้น

ฟ้องร้องค่าเลี้ยงดูบุตร คืออะไร
การฟ้องร้องค่าเลี้ยงดูบุตร คือ การใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อขอให้ศาลกำหนดให้อีกฝ่ายที่มีหน้าที่ตามกฎหมายรับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร เช่น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นตามวัยและสภาพความเป็นอยู่ของเด็ก
กฎหมายไม่ได้กำหนดตัวเลขตายตัวว่าพ่อหรือแม่ต้องจ่ายเดือนละเท่าไร เพราะแต่ละครอบครัวมีรายได้ ภาระค่าใช้จ่าย และความจำเป็นของบุตรแตกต่างกัน
ศาลจึงพิจารณาเป็นกรณีไป โดยดูทั้งความจำเป็นของเด็กและความสามารถทางการเงินของผู้ที่ถูกเรียกค่าเลี้ยงดู
ใครมีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร
หลักสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 คือ ทั้งบิดาและมารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ ไม่ได้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงคนเดียว
ดังนั้น แม้พ่อกับแม่จะแยกกันอยู่ หย่ากันแล้ว หรือบุตรพักอาศัยอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก อีกฝ่ายก็ยังอาจมีหน้าที่ช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของบุตรอยู่
โดยทั่วไปหน้าที่ดังกล่าวจะมีในระหว่างที่บุตรยังเป็นผู้เยาว์ ส่วนกรณีบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว กฎหมายยังวางหลักให้บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูในกรณีที่บุตรทุพพลภาพและไม่สามารถหาเลี้ยงตนเองได้
ค่าเลี้ยงดูบุตรเรียกอะไรได้บ้าง
ค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้หมายถึงเพียงค่าอาหารในแต่ละวัน แต่สามารถพิจารณาจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและพัฒนาการของเด็ก เช่น
- ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายประจำวัน
- ค่าเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว
- ค่าเล่าเรียนและค่าอุปกรณ์การศึกษา
- ค่าเดินทางไปโรงเรียน
- ค่ารักษาพยาบาล
- ค่าที่พักหรือส่วนของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย
- ค่าเรียนเพิ่มเติมหรือกิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็ก
- ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นตามวัยและสภาพความเป็นอยู่
อย่างไรก็ตาม การเรียกค่าใช้จ่ายจำนวนเท่าใดไม่ได้หมายความว่าศาลจะกำหนดให้ตามจำนวนที่ขอทั้งหมด เพราะศาลต้องพิจารณาความเหมาะสมประกอบกับรายได้และความสามารถในการจ่ายของอีกฝ่ายด้วย ตามหลักมาตรา 1598/38

ฟ้องร้องค่าเลี้ยงดูบุตร ต้องทำอย่างไร
หากตกลงกันไม่ได้และจำเป็นต้องดำเนินคดี ขั้นตอนโดยทั่วไปสามารถเตรียมตัวได้ดังนี้
1. ตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของบิดาและมารดา
ขั้นแรกควรตรวจสอบก่อนว่าบิดาและมารดามีสถานะทางกฎหมายอย่างไร เช่น เคยจดทะเบียนสมรสหรือไม่ มีการจดทะเบียนรับรองบุตรแล้วหรือมีคำพิพากษาเกี่ยวกับความเป็นบิดาหรือไม่
ประเด็นนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะกรณีเด็กเกิดจากพ่อแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เพราะบางกรณีอาจต้องดำเนินเรื่องเกี่ยวกับการรับรองความเป็นบิดาไปพร้อมกับการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
2. รวบรวมค่าใช้จ่ายจริงของบุตร
ควรทำรายการให้ชัดว่าในแต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เช่น
ค่าเทอม 60,000 บาทต่อปี ค่าอาหารประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน ค่าเดินทาง 2,000 บาทต่อเดือน หรือมีค่ารักษาพยาบาลเป็นประจำ เป็นต้น
ยิ่งมีเอกสารประกอบที่ตรวจสอบได้ ก็ยิ่งช่วยให้เห็นภาพค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงได้ชัดขึ้น
3. รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับอีกฝ่าย
หากมีข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพ รายได้ ทรัพย์สิน หรือฐานะทางการเงินของอีกฝ่าย ก็ควรรวบรวมไว้เท่าที่สามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะความสามารถของผู้มีหน้าที่จ่ายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ศาลใช้พิจารณาจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดู
4. จัดทำคำฟ้องและยื่นต่อศาลที่มีอำนาจ
คดีเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจัดเป็นคดีครอบครัว ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัว
ก่อนยื่นฟ้องควรตรวจสอบเขตอำนาจศาลตามข้อเท็จจริงของคดีอีกครั้ง เพื่อให้ยื่นต่อศาลได้ถูกต้อง
5. เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหรือพิจารณาคดี
คดีครอบครัวให้ความสำคัญกับการไกล่เกลี่ยและประนีประนอม โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุตร เพราะเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเอาชนะกันระหว่างพ่อแม่ แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นหลักด้วย
ข้อมูลจากสำนักงานศาลยุติธรรมยังสะท้อนว่ากระบวนการประนีประนอมในคดีครอบครัวให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบของบิดามารดาที่มีต่อบุตรและประโยชน์ของผู้เยาว์
หากตกลงกันไม่ได้ ศาลก็จะพิจารณาพยานหลักฐานและมีคำพิพากษาต่อไป

ฟ้องร้องค่าเลี้ยงดูบุตร ใช้เอกสารอะไรบ้าง
เอกสารที่ควรเตรียมในเบื้องต้น ได้แก่
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้ฟ้อง
- สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ฟ้อง
- สูติบัตรของบุตร
- สำเนาทะเบียนบ้านของบุตร
- ทะเบียนสมรส หากเคยจดทะเบียนสมรส
- ใบสำคัญการหย่าและบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า หากหย่าแล้ว
- เอกสารเกี่ยวกับการรับรองบุตร หากมี
- คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเดิมที่เกี่ยวข้องกับบุตร หากมี
- ใบเสร็จค่าเทอม ค่าเรียน หรือค่าอุปกรณ์การศึกษา
- ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล
- หลักฐานค่าใช้จ่ายประจำของบุตร
- หลักฐานการโอนเงินค่าเลี้ยงดูที่ผ่านมา
- ข้อความสนทนาที่แสดงถึงการขอค่าเลี้ยงดูหรือการปฏิเสธไม่ช่วยรับผิดชอบ
- หลักฐานเกี่ยวกับรายได้หรือฐานะของอีกฝ่ายเท่าที่มี
เอกสารที่ต้องใช้จริงอาจแตกต่างกันไปตามสถานะความสัมพันธ์และรายละเอียดของแต่ละคดี จึงควรตรวจเอกสารก่อนยื่นฟ้องอีกครั้ง
ศาลกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรจากอะไร
หลายคนอาจสงสัยว่า หากขอค่าเลี้ยงดูเดือนละ 20,000 บาท ศาลจะให้ตามนั้นหรือไม่ คำตอบคือไม่ได้มีหลักว่าต้องได้ตามจำนวนที่เรียกเสมอไป
ตามมาตรา 1598/38 ศาลสามารถพิจารณาจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยดูจาก 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่
1. ความสามารถของผู้มีหน้าที่จ่าย
เช่น รายได้ อาชีพ ฐานะและภาระทางการเงิน
2. ฐานะและความจำเป็นของบุตร
เช่น อายุ การศึกษา สุขภาพ และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต
3. พฤติการณ์ของแต่ละกรณี
เช่น รูปแบบการเลี้ยงดูเดิม สภาพครอบครัว และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง
จึงไม่มีอัตรากลางว่าเด็กหนึ่งคนต้องได้รับค่าเลี้ยงดูเดือนละเท่าไร แต่ศาลจะพิจารณาจากหลักฐานของแต่ละครอบครัวเป็นสำคัญ
หากศาลสั่งให้จ่ายค่าเลี้ยงดูแล้วแต่ไม่จ่าย ทำอย่างไร
หากมีคำพิพากษาหรือข้อตกลงที่ศาลรับรองแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตาม ผู้มีสิทธิสามารถพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนการบังคับคดีได้
ขั้นตอนนี้ควรตรวจสอบรายละเอียดของคำพิพากษา จำนวนเงินที่ค้างชำระ ทรัพย์สินหรือรายได้ของลูกหนี้ และเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ครบถ้วน เพื่อเลือกวิธีดำเนินการที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี

ฟ้องค่าเลี้ยงดู พร้อมฟ้องหย่าได้หรือไม่
หากสามีภรรยายังไม่ได้หย่าและมีเหตุฟ้องหย่า ในคดีหย่าสามารถมีประเด็นเรื่องอำนาจปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเข้ามาเกี่ยวข้องได้
ดังนั้น ก่อนยื่นคดีควรวางประเด็นให้ครบตั้งแต่ต้นว่า นอกจากการหย่าแล้ว ต้องการให้ศาลพิจารณาเรื่องใดอีก เช่น อำนาจปกครองบุตร ค่าเลี้ยงดู หรือประเด็นทรัพย์สิน เพื่อไม่ให้ต้องกลับมาดำเนินคดีหลายครั้งโดยไม่จำเป็น
สรุป ฟ้องร้องค่าเลี้ยงดูบุตร เตรียมตัวอย่างไร
การ ฟ้องร้องค่าเลี้ยงดูบุตร เป็นการใช้สิทธิเพื่อให้บุตรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม เพราะแม้ความสัมพันธ์ของพ่อแม่จะสิ้นสุดลง แต่หน้าที่ที่มีต่อลูกไม่ได้สิ้นสุดตามไปด้วย
สิ่งสำคัญก่อนฟ้องคือ ตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของพ่อแม่และบุตร รวบรวมหลักฐานค่าใช้จ่ายของลูก เตรียมเอกสารเกี่ยวกับครอบครัว และรวบรวมข้อมูลฐานะของอีกฝ่ายเท่าที่สามารถทำได้ จากนั้นจึงพิจารณาจัดทำคำฟ้องและยื่นต่อศาลที่มีอำนาจ
จำนวนค่าเลี้ยงดูจะไม่ได้มีตัวเลขตายตัว แต่ศาลจะพิจารณาจากความจำเป็นของบุตร ความสามารถของผู้มีหน้าที่จ่าย และข้อเท็จจริงของแต่ละครอบครัว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฟ้องร้องค่าเลี้ยงดูบุตร
1. ไม่ได้จดทะเบียนสมรส สามารถฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรได้ไหม?
สามารถมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ แต่ต้องตรวจสอบสถานะความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายก่อน หากบิดายังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตรหรือยังไม่มีสถานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย อาจมีประเด็นเรื่องการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรร่วมด้วย จึงควรตรวจข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
2. ค่าเลี้ยงดูบุตร ศาลกำหนดเดือนละเท่าไร?
ไม่มีอัตราตายตัว ศาลจะพิจารณาจากความสามารถของผู้ที่ต้องจ่าย ฐานะและความจำเป็นของบุตร รวมถึงพฤติการณ์ของแต่ละครอบครัว เช่น ค่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38
ปรึกษาคดีฟ้องร้องค่าเลี้ยงดูบุตรกับสำนักงานทนายความติวานนท์
หากกำลังมีปัญหาเรื่อง ฟ้องร้องค่าเลี้ยงดูบุตร ไม่ว่าจะเป็นกรณีอีกฝ่ายไม่ส่งค่าเลี้ยงดู จ่ายไม่เพียงพอ ต้องการฟ้องค่าเลี้ยงดูพร้อมฟ้องหย่า หรือมีประเด็นเกี่ยวกับอำนาจปกครองและการรับรองบุตร สามารถปรึกษา สำนักงานทนายความติวานนท์ เพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารก่อนดำเนินคดีได้
สำนักงานทนายความติวานนท์ ให้บริการให้คำปรึกษาและดำเนินคดีครอบครัว ตั้งแต่การตรวจเอกสาร วางแนวทางคดี จัดทำคำฟ้อง เจรจาไกล่เกลี่ย ไปจนถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล โดยรายละเอียดและแนวทางดำเนินคดีจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว: ข้อมูลเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว
- สำนักงานศาลยุติธรรม: ข้อมูลอำนาจหน้าที่ของศาลเยาวชนและครอบครัว สำนักงานศาลยุติธรรม
- ระบบสืบค้นย่อข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ


