การมีหนี้สินจำนวนมากหรือไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด อาจนำไปสู่กระบวนการฟ้องล้มละลาย ซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้และนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม การเป็นหนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตกเป็นบุคคลล้มละลายทันที เนื่องจากกฎหมายกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับจำนวนหนี้ สถานะทางการเงิน และขั้นตอนการพิจารณาของศาลไว้อย่างชัดเจน
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า บุคคลล้มละลายคืออะไร ฟ้องล้มละลายต้องเป็นหนี้เท่าไหร่ มีขั้นตอนอย่างไร ใช้เวลานานแค่ไหน รวมถึงผลกระทบต่อการใช้ชีวิต การทำงาน และระยะเวลาในการพ้นสภาพบุคคลล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483
บุคคลล้มละลาย คืออะไร?
บุคคลล้มละลาย คือ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ที่มีสถานะ “หนี้สินล้นพ้นตัว” หรือมีหนี้สินจำนวนมากและไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้ และศาลได้มีคำพิพากษาให้ล้มละลาย โดยการเป็นบุคคลล้มละลายจะเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลายต่อศาล เพื่อให้ภาครัฐและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินการจัดการหนี้สินตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483
ทั้งนี้ การล้มละลายไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อมีหนี้สินมาก แต่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายและการพิจารณาของศาลว่าลูกหนี้นั้นมีหนี้สินล้นพ้นตัวจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีหลายขั้นตอนและใช้ระยะเวลาพอสมควร
ฟ้องล้มละลาย ต้องเป็นหนี้เท่าไหร่?
มูลค่าหนี้ขั้นต่ำสำหรับการฟ้องล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 แบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่
- สำหรับกรณีบุคคลธรรมดา บุคคลธรรมดาที่จะถูกฟ้องล้มละลายได้ ต้องมีหนี้ที่ค้างชำระและมูลค่าหนี้นั้นต้องเกินกว่า 1 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งหมายความว่า หากบุคคลธรรมดามีหนี้น้อยกว่า 1 ล้านบาท จะไม่สามารถถูกฟ้องล้มละลายได้ตามกฎหมาย
- สำหรับกรณีนิติบุคคล สำหรับนิติบุคคล เช่น บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด หากต้องการฟ้องล้มละลาย ต้องมีหนี้ที่สามารถระบุจำนวนได้และมูลค่าหนี้ต้องเกินกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป
นอกจากมูลค่าหนี้ดังกล่าวแล้ว การฟ้องล้มละลายยังต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่นตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะการมีหนี้สินล้นพ้นตัวและหนี้ที่สามารถกำหนดจำนวนได้อย่างแน่นอน
ขั้นตอนการฟ้องล้มละลายมีอะไรบ้าง?
คดีล้มละลายถือเป็นคดีแพ่ง แต่มีลักษณะพิเศษต่างจากคดีแพ่งทั่วไป โดย การฟ้องร้องล้มละลายจะมุ่งเน้นการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหมด ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและไม่สามารถยอมความได้ ดังนั้น แม้จะเป็นคดีแพ่ง แต่ก็มีกระบวนการทางชั้นศาลและวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าคดีแพ่งทั่วไป ดังนี้
1. ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลาย
เจ้าหนี้สามารถยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลคดีล้มละลายภาค หรือศาลจังหวัดในเขตซึ่งลูกหนี้มีภูมิลำเนา ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย โดยเจ้าหนี้ต้องวางเงินประกันค่าใช้จ่ายจำนวน 5,000 บาทในขณะยื่นคำฟ้อง และเมื่อยื่นฟ้องแล้วจะถอนคำฟ้องไม่ได้
การฟ้องร้องจะเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหนี้เชื่อว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และต้องการให้มีการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างเป็นธรรม
2. ศาลพิจารณาและพิทักษ์ทรัพย์
เมื่อศาลพิจารณาแล้วพบว่ามีมูลหลักฐานเพียงพอ ศาลจะสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ ซึ่งแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่
- พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว – เป็นคำสั่งในช่วงระหว่างพิจารณาคำฟ้อง เพื่อป้องกันการโยกย้ายทรัพย์สิน
- พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด – เกิดขึ้นเมื่อศาลวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
ในระหว่างการพิทักษ์ทรัพย์ ลูกหนี้จะไม่มีสิทธิ์ใช้ทรัพย์สินหรือกิจการของตนเอง ซึ่งจะถูกจัดการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ลูกหนี้ทราบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ลูกหนี้ต้องไปสาบานตัวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน
3. ไต่สวนและประชุมเจ้าหนี้
ศาลจะไต่สวนลูกหนี้และจัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาการประนอมหนี้ โดยจะมีการประชุม 2 ครั้ง เพื่อหาข้อสรุปว่าควรประกาศให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่
การประชุมนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ลูกหนี้และเจ้าหนี้จะได้เจรจาหาทางออกร่วมกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การประนีประนอมโดยไม่ต้องให้ลูกหนี้ล้มละลาย
ในช่วงนี้ เจ้าหนี้ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือนนับจากวันที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ หากไม่ดำเนินการก็จะไม่มีสิทธิ์ได้รับชำระหนี้
4. ศาลประกาศล้มละลาย
ศาลจะประกาศให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อมีกรณีดังนี้
- เจ้าหนี้ไม่ยอมประนีประนอมหนี้หลังจากประชุม 2 ครั้ง
- เจ้าหนี้ไม่เข้าร่วมการประชุม
- การประนอมหนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบ
หลังจากศาลมีคำพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเข้ามาจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยรวบรวม จำหน่าย และนำเงินมาชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามสัดส่วน
ฟ้องล้มละลาย ต้องฟ้องภายในกี่ปี?
ระยะเวลาในการฟ้องล้มละลายขึ้นอยู่กับประเภทของหนี้และสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่
1. กรณีนำ “หนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่ง” มาฟ้องล้มละลาย
เจ้าหนี้ต้องยื่นฟ้องล้มละลาย ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีแพ่งเดิม ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกันกับอายุความบังคับคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. ซึ่งหากพ้น 10 ปีไปแล้ว หนี้จะขาดอายุความบังคับคดี และเจ้าหนี้จะไม่สามารถนำหนี้นั้นมาฟ้องล้มละลายได้อีก
2. กรณีนำ “หนี้สามัญที่ยังไม่ได้ฟ้องคดีแพ่ง” มาฟ้องล้มละลาย
ต้องยื่นฟ้อง ภายในอายุความของหนี้ประเภทนั้น ๆ ตามที่กฎหมายแพ่งกำหนด เช่น หนี้กู้ยืมเงินทั่วไป 10 ปี หนี้บัตรเครดิต 2 ปี และหนี้นานาประการอื่น ๆ 2–5 ปี
ทั้งนี้ อายุความของหนี้แต่ละประเภทอาจแตกต่างกันตามลักษณะของสัญญาและข้อเท็จจริงของคดี จึงควรตรวจสอบเอกสารหนี้และระยะเวลาที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการฟ้องร้อง
ฟ้องล้มละลาย ใช้เวลานานไหม?
ระยะเวลาในคดีล้มละลายแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ได้แก่ 1. ระยะเวลาดำเนินคดีในศาล และ 2. ระยะเวลาในการเป็นบุคคลล้มละลาย ดังนี้
1. กระบวนการฟ้องร้องจนถึงศาลมีคำสั่ง ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน – 1 ปี
- ชั้นยื่นฟ้องถึงศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ใช้เวลาประมาณ 3–6 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณคดีและการนัดพิจารณาของศาล
- ชั้นรวบรวมทรัพย์สินและพิพากษาล้มละลาย หลังจากศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะนัดประชุมเจ้าหนี้ รวบรวมทรัพย์สิน และเสนอเรื่องให้ศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งใช้เวลาเพิ่มเติมอีกประมาณ 3–6 เดือน
ระยะเวลาดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้น เพราะคดีแต่ละกรณีอาจมีความซับซ้อนและจำนวนเจ้าหนี้แตกต่างกัน
2. ระยะเวลาการเป็นบุคคลล้มละลาย
เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว บุคคลธรรมดาจะถูกปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายโดยผลของกฎหมายตามระยะเวลา ดังนี้
- กรณีทั่วไป / บุคคลธรรมดา ปลดจากการล้มละลายอัตโนมัติเมื่อพ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ศาลพิพากษา
- กรณีล้มละลายซ้ำ หากเคยถูกพิพากษาให้ล้มละลายมาก่อนภายในช่วงเวลาที่กำหนด จะต้องอยู่ในสภาวะล้มละลายเป็นเวลา 5 ปี
- กรณีล้มละลายทุจริต หรือไม่ให้ความร่วมมือ ระยะเวลาอาจขยายออกไปเป็น 5–10 ปี
โดนฟ้องล้มละลาย ติดคุกไหม?
การโดนฟ้องคดีล้มละลาย ไม่ต้องติดคุก เพราะคดีล้มละลายเป็นคดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา การเป็นหนี้หรือล้มละลายจึงไม่ทำให้ต้องถูกจำคุก เว้นแต่มีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดอาญา เช่น การฉ้อโกงหรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อหนีหนี้
ดังนั้น ผู้ที่ถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลายไม่จำเป็นต้องถูกจำคุกเพียงเพราะมีหนี้สิน แต่ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลและข้อกำหนดของกฎหมายล้มละลายอย่างเคร่งครัด
เงื่อนไขที่จะตกเป็นบุคคลล้มละลาย ตามกฎหมายมาตรา 8 และมาตรา 9
พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 กำหนดเหตุที่ใช้สันนิษฐานว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และหลักเกณฑ์ที่เจ้าหนี้สามารถยื่นฟ้องล้มละลายไว้ดังนี้
มาตรา 8 เหตุที่สันนิษฐานว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
ถ้ามีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(1) ถ้าลูกหนี้โอนทรัพย์สินหรือสิทธิจัดการทรัพย์สินของตนให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์แห่งเจ้าหนี้ทั้งหลายของตน ไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร
(2) ถ้าลูกหนี้โอนหรือส่งมอบทรัพย์สินของตนไปโดยการแสดงเจตนาลวง หรือโดยการฉ้อฉล ไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร
(3) ถ้าลูกหนี้โอนทรัพย์สินของตนหรือก่อให้เกิดทรัพยสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเหนือทรัพย์สินนั้น ซึ่งถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะต้องถือว่าเป็นการให้เปรียบ ไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร
(4) ถ้าลูกหนี้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ เพื่อประวิงการชำระหนี้หรือมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้
- ก. ออกไปเสียนอกราชอาณาจักร หรือได้ออกไปก่อนแล้วและคงอยู่นอกราชอาณาจักร
- ข. ไปเสียจากเคหสถานที่เคยอยู่ หรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน หรือหลบไปโดยวิธีอื่น หรือปิดสถานที่ประกอบธุรกิจ
- ค. ยักย้ายทรัพย์ไปให้พ้นอำนาจศาล
- ง. ยอมตนให้ต้องคำพิพากษาซึ่งบังคับให้ชำระเงินซึ่งตนไม่ควรต้องชำระ
(5) ถ้าลูกหนี้ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี หรือไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้
(6) ถ้าลูกหนี้แถลงต่อศาลในคดีใด ๆ ว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้
(7) ถ้าลูกหนี้แจ้งให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดของตนทราบว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้
(8) ถ้าลูกหนี้เสนอคำขอประนอมหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่สองคนขึ้นไป
(9) ถ้าลูกหนี้ได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าสองครั้งซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน และลูกหนี้ไม่ชำระหนี้
มาตรา 9 หลักเกณฑ์ในการฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลาย
เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ
(1) ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(2) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท และ
(3) หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม
เมื่อตกเป็นบุคคลล้มละลาย จะมีผลอย่างไร?
การตกเป็นบุคคลล้มละลายส่งผลต่อการจัดการทรัพย์สิน การทำธุรกรรมทางการเงิน การประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยมีข้อจำกัดสำคัญดังต่อไปนี้
1. ด้านการจัดการทรัพย์สินและการเงิน
- หมดสิทธิจัดการทรัพย์สิน สิทธิในการบริหารจัดการทรัพย์สินทั้งหมดจะตกไปอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อนำมารวบรวมและจัดการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้
- ทำนิติกรรมการเงินไม่ได้ ไม่สามารถทำสัญญา ซื้อ-ขาย โอนทรัพย์สิน หรือเปิดบัญชีธนาคารใหม่ด้วยตนเองได้
- การใช้จ่ายถูกควบคุม บัญชีธนาคารเดิมจะถูกอายัด การถอนเงินหรือการใช้ชีวิตประจำวันจะต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อกำหนดค่าเลี้ยงชีพตามความจำเป็น
2. ด้านการทำงาน สิทธิทางกฎหมาย และชีวิตประจำวัน
ข้อจำกัดในการรับราชการและงานเอกชน
- ต้องออกจากราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เพราะขาดคุณสมบัติ
- ไม่สามารถเป็นกรรมการบริษัท ผู้บริหาร หรือหุ้นส่วนผู้จัดการในนิติบุคคลได้
- ไม่สามารถประกอบวิชาชีพเฉพาะบางประเภทได้ เช่น ทนายความ หรือผู้สอบบัญชี
ข้อจำกัดในการเดินทาง
ไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้ เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาล
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดในการประกอบอาชีพและการทำธุรกรรมบางประเภทอาจขึ้นอยู่กับกฎหมายเฉพาะและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
บุคคลล้มละลาย ล้มละลายกี่ปีถึงพ้นสภาพ?
การพ้นสภาพการเป็นบุคคลล้มละลายมีหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ดังนี้
1. ระยะเวลาการเป็นบุคคลล้มละลาย
ในกรณีบุคคลธรรมดาที่มิใช่บุคคลล้มละลายทุจริต จะมีระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย เว้นแต่บุคคลนั้นได้เคยถูกพิพากษาให้ล้มละลายมาก่อนแล้ว และยังไม่พ้นระยะเวลา 5 ปี ให้ขยายเวลาเป็น 5 ปี หรือบุคคลนั้นเป็นบุคคลล้มละลายทุจริตให้ขยายเวลาเป็น 10 ปี
2. การปลดจากล้มละลายตามกฎหมาย
เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี ให้ปลดจากการล้มละลายโดยผลของกฎหมายนับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา 81/1 ทันที เว้นแต่มีเหตุขัดข้องให้บุคคลล้มละลายติดต่อกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อขอปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลาย
3. สิทธิหลังพ้นสภาพบุคคลล้มละลาย
เมื่อปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายแล้วก็จะสามารถทำงานและทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ แต่ยังคงมีหน้าที่ในการช่วยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินที่อาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายอยู่
สรุป บุคคลล้มละลายและการฟ้องล้มละลาย
การฟ้องล้มละลาย เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ใช้จัดการหนี้สินและทรัพย์สินของลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว โดยกฎหมายกำหนดมูลค่าหนี้ขั้นต่ำสำหรับบุคคลธรรมดาไว้ที่ 1 ล้านบาท และนิติบุคคลที่ 2 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขอื่นที่ต้องผ่านการพิจารณาของศาล
เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์หรือตัดสินให้ล้มละลาย ลูกหนี้จะมีข้อจำกัดในการจัดการทรัพย์สิน การทำธุรกรรม และการประกอบอาชีพบางประเภท โดยบุคคลธรรมดาทั่วไปอาจได้รับการปลดจากล้มละลายเมื่อครบ 3 ปีตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ที่ต้องการดำเนินคดีหรือลูกหนี้ที่กำลังถูกฟ้องล้มละลาย ควรศึกษาข้อกฎหมายและปรึกษาทนายความเพื่อประเมินแนวทางดำเนินการให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี
หาทนายฟ้องคดี หรือแก้ต่างคดีล้มละลาย
เนื่องจากคดีล้มละลายเป็นคดีที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทั้งการตรวจสอบจำนวนหนี้ การพิจารณาข้อกฎหมาย การเตรียมพยานหลักฐาน ตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาล การปรึกษาทนายความตั้งแต่ก่อนดำเนินคดีจึงช่วยให้เจ้าหนี้และลูกหนี้เข้าใจสิทธิ หน้าที่ และแนวทางดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสม
หากต้องการ ฟ้องล้มละลาย หรือ แก้ต่างคดีล้มละลาย สามารถ ปรึกษาทนาย ก่อนไปศาลได้ที่ สำนักงานทนายความติวานนท์ ผ่านช่องทางติดต่อดังต่อไปนี้
- เบอร์โทร: 02-125-2511
- เวลาทำการ: 08.00–17.00 น. ทนายหยุดวันอาทิตย์
- E-mail: info@tiwanonlaw.com
- Facebook: https://www.facebook.com/tiwanonlaw
- LINE: https://line.me/ti/p/@tiwanonlaw
- YouTube: https://www.youtube.com/@tiwanonlaw
- ติดต่อเรา: แผนที่สำนักงานทนายความติวานนท์
- เว็บไซต์: https://tiwanonlaw.com/


