แน่นอนว่าใคร ๆ ก็อยากมีชีวิตคู่ที่ดี มีความเข้าใจ และสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างราบรื่น แต่ต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมหรือคาดการณ์ล่วงหน้าได้เสมอไป เมื่อเวลาผ่านไป คู่สมรสอาจพบกับปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความไม่เข้าใจกัน การนอกใจ การใช้ความรุนแรง การละเลยหน้าที่ในครอบครัว ปัญหาเรื่องบุตร หรือความขัดแย้งเกี่ยวกับทรัพย์สิน จนทำให้ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันได้ตามปกติ
หากการใช้ชีวิตคู่ก่อให้เกิดความทุกข์ ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ หรือทำให้สมาชิกในครอบครัวได้รับความเดือดร้อน การหย่าร้างอาจเป็นทางออกที่เหมาะสมสำหรับทั้งสองฝ่าย ในกรณีที่คู่สมรสยินยอมหย่าร่วมกัน ก็สามารถตกลงเงื่อนไขและไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอได้ โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินคดีในศาล
อย่างไรก็ตาม คู่สมรสบางคู่อาจไม่สามารถตกลงกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหย่า อำนาจปกครองบุตร ค่าเลี้ยงดู การแบ่งสินสมรส หรือค่าทดแทนจากเหตุที่ทำให้ชีวิตคู่ต้องสิ้นสุดลง เมื่ออีกฝ่ายไม่ยินยอมหย่า จึงจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องหย่า เพื่อขอให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงและมีคำพิพากษาให้การสมรสสิ้นสุดลงตามกฎหมาย
สำหรับผู้ที่กำลังสงสัยว่า ฟ้องหย่า คืออะไร ต้องเตรียมหลักฐานอะไร และมีขั้นตอนดำเนินการอย่างไรบ้าง บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการฟ้องหย่า ตั้งแต่เหตุที่สามารถนำมาใช้ฟ้องร้อง ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี ค่าใช้จ่าย ระยะเวลาดำเนินการ ตลอดจนสิทธิในการเรียกค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าเลี้ยงชีพ ค่าทดแทน และการแบ่งสินสมรส เพื่อช่วยให้ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาชีวิตคู่สามารถเตรียมตัวและรักษาสิทธิของตนเองได้อย่างเหมาะสม
การฟ้องหย่าตามกฎหมาย คืออะไร?
การฟ้องหย่า คือ การที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการทำเรื่องหย่า แต่อีกฝ่ายไม่ยินยอมหรือไม่ต้องการหย่า ฝ่ายที่ประสงค์จะยุติการสมรสจึงต้องยื่นฟ้องต่อศาล เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน
อย่างไรก็ตาม การฟ้องหย่าจะต้องอาศัยเหตุที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 เท่านั้น ไม่สามารถนำเหตุอื่นนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดมาใช้ฟ้องหย่าได้ รวมถึงข้อตกลงก่อนสมรสที่คู่สมรสกำหนดเหตุฟ้องหย่าขึ้นเอง ก็ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุฟ้องร้องได้เช่นกัน
การหย่ามีกี่ประเภท?
การหย่าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. การหย่าโดยความยินยอม
เป็นกรณีที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายตกลงหย่ากันได้ และเดินทางไปจดทะเบียนหย่า ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่เดียวกับที่เคยจดทะเบียนสมรส แต่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายต้องไปแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าด้วยกัน
2. การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล หรือการฟ้องหย่าฝ่ายเดียว ใช้ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งต้องการหย่า แต่อีกฝ่ายไม่ยินยอม เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันแล้ว ผู้ฟ้องสามารถนำคำพิพากษาไปดำเนินการจดทะเบียนหย่าแทนการแสดงเจตนาของคู่สมรสอีกฝ่ายได้
การฟ้องหย่าฝ่ายเดียวต้องมีเหตุแห่งการฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 หากข้อเท็จจริงไม่เข้าองค์ประกอบของเหตุหย่าที่กฎหมายกำหนด ก็ไม่สามารถฟ้องหย่าฝ่ายเดียวได้
เหตุผลที่สามารถฟ้องหย่าได้ตามกฎหมาย
กฎหมายไทยกำหนดให้คู่สมรสสามารถยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อยุติความสัมพันธ์ทางการสมรสได้ เมื่อมีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยตัวอย่างเหตุที่พบได้บ่อยมีดังนี้
การคบชู้หรือมีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์
หากคู่สมรสมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับบุคคลอื่น หรือมีพฤติกรรมที่แสดงถึงการนอกใจ เช่น มีความสัมพันธ์หรือใช้ทรัพย์สินร่วมกับบุคคลภายนอกในลักษณะเชิงชู้สาว คู่สมรสฝ่ายที่ได้รับความเสียหายอาจนำเหตุนี้มาใช้ฟ้องหย่าได้ โดยควรมีพยานหลักฐานประกอบ เช่น ภาพถ่ายหรือข้อความสนทนา
การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ
การที่คู่สมรสกระทำทารุณกรรมทางร่างกายหรือจิตใจ เช่น ทำร้ายร่างกาย ด่าทอ หรือกระทำการที่สร้างความกดดันและความเจ็บปวดทางจิตใจ อาจนำมาใช้เป็นเหตุประกอบการฟ้องหย่าได้
การละเลยหน้าที่ในครอบครัว
เมื่อคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสามีหรือภรรยา เช่น ไม่เลี้ยงดูครอบครัว ปล่อยให้ครอบครัวขาดแคลน หรือไม่ทำหน้าที่บิดาหรือมารดา ทำให้อีกฝ่ายต้องรับภาระเพียงลำพัง อาจเป็นข้อเท็จจริงที่นำมาใช้ประกอบการฟ้องหย่าได้
การกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี
กรณีคู่สมรสมีพฤติกรรมผิดกฎหมายหรือขัดต่อศีลธรรม เช่น กระทำความผิดอาญา เสพยาเสพติด หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม อาจนำมาใช้ประกอบการพิจารณาเหตุฟ้องหย่าได้
ทั้งนี้ การพิจารณาว่าข้อเท็จจริงแต่ละกรณีเข้าองค์ประกอบของเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ ควรให้ทนายความตรวจสอบรายละเอียดและพยานหลักฐานก่อนยื่นฟ้อง
การฟ้องหย่าต้องเตรียมหลักฐานอะไรบ้าง?
เอกสารและพยานหลักฐานที่ควรเตรียมสำหรับให้ทนายความตรวจสอบและใช้ประกอบการยื่นฟ้องหย่า ได้แก่
- ใบสำคัญการสมรสฉบับจริง
- สำเนาบัตรประชาชนของตนเองและคู่สมรส
- ทะเบียนบ้านของสามี ภรรยา และบุตร
- สูติบัตรหรือทะเบียนบ้านของบุตร ในกรณีที่มีบุตรร่วมกัน
- หลักฐานเกี่ยวกับสินสมรส เช่น สมุดบัญชีธนาคารหรือโฉนดที่ดิน
- หลักฐานเกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ เช่น ค่าเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา
- พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเหตุหย่า
หลักฐานที่ต้องใช้จริงอาจแตกต่างกันไปตามเหตุฟ้องหย่าและข้อเรียกร้องในแต่ละคดี
วิธีการฟ้องหย่าต้องทำอย่างไรบ้าง?
ขั้นตอนการฟ้องหย่าสามารถสรุปให้เข้าใจได้ง่าย ดังนี้
1. ปรึกษาทนายความและตรวจสอบเหตุหย่า
ผู้ที่ต้องการฟ้องหย่าควรนำข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปปรึกษาทนายความ เพื่อวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าองค์ประกอบของเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายหรือไม่
2. รวบรวมเอกสารและพยานหลักฐาน
หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีเหตุฟ้องหย่า ผู้ฟ้องต้องรวบรวมเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการจัดทำคำฟ้องและการสืบพยานในศาล
3. ทนายความร่างคำฟ้องและยื่นต่อศาล
ทนายความจะนำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาจัดทำคำฟ้อง ก่อนยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดี
4. เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย
โดยทั่วไป ศาลอาจจัดให้คู่ความทั้งสองฝ่ายเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย เพื่อเปิดโอกาสให้ตกลงเรื่องการหย่า บุตร ทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงดู และข้อเรียกร้องอื่นร่วมกัน
5. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ
หากทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ ทนายความอาจจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยกำหนดให้คู่สมรสไปจดทะเบียนหย่าภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา
หากฝ่ายใดไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่าตามกำหนด อีกฝ่ายอาจนำสัญญาประนีประนอมยอมความและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดไปดำเนินการจดทะเบียนหย่าตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องได้
6. สืบพยานและรอคำพิพากษา
หากไม่สามารถตกลงกันได้ คดีจะเข้าสู่กระบวนการสืบพยาน โดยศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ก่อนมีคำพิพากษาว่ามีเหตุให้หย่าขาดจากกันหรือไม่
ฟ้องหย่าที่ศาลไหน?
คดีฟ้องหย่าต้องยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว โดยพิจารณาสถานที่ยื่นฟ้องได้จาก 2 กรณี ดังนี้
1. ศาลในเขตที่มูลคดีเกิด
“มูลคดี” หมายถึงสถานที่ที่เกิดเหตุอันนำมาสู่การฟ้องหย่า เช่น
- สถานที่ที่พบเห็นหรือเกิดการกระทำเป็นชู้
- สถานที่ที่คู่สมรสทำร้ายร่างกาย
- สถานที่ที่คู่สมรสเริ่มแยกกันอยู่
หากเหตุแห่งการฟ้องหย่าเกิดขึ้นในพื้นที่ใด ผู้ฟ้องอาจยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีเขตอำนาจในพื้นที่นั้นได้
ตัวอย่างเช่น หากพบเห็นการเป็นชู้ที่จังหวัดชลบุรี ก็อาจยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี แม้ว่าคู่สมรสจะใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ในกรุงเทพมหานครก็ตาม
2. ศาลในเขตที่จำเลยมีภูมิลำเนา
“ภูมิลำเนา” หมายถึงสถานที่ที่จำเลยมีที่อยู่อาศัยเป็นประจำ หรือที่อยู่ซึ่งปรากฏตามทะเบียนบ้าน
จำเลยในที่นี้หมายถึงคู่สมรสที่ถูกฟ้องหย่า รวมถึงหญิงชู้หรือชายชู้ในกรณีที่มีการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลดังกล่าวด้วย
ฟ้องหย่าเรียกร้องอะไรได้บ้าง?
การฟ้องหย่าอาจมีข้อเรียกร้องอื่นที่เกี่ยวข้องรวมอยู่ในคดีด้วย โดยขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและสิทธิของผู้ฟ้องแต่ละราย
1. เรียกค่าทดแทน
หากฟ้องหย่าสามีหรือภรรยาด้วยเหตุที่อีกฝ่ายเป็นชู้หรือมีชู้ นอกจากจะขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าแล้ว ผู้เสียหายยังอาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรส รวมถึงหญิงชู้หรือชายชู้ที่เป็นเหตุแห่งการหย่าได้
หากยังไม่ต้องการฟ้องหย่า ก็อาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้เพียงอย่างเดียวได้ ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523
2. เรียกค่าเลี้ยงดูบุตร
หากคู่สมรสมีบุตรร่วมกันและบุตรอยู่ในความดูแลของฝ่ายที่ยื่นฟ้อง ฝ่ายนั้นอาจขอให้ศาลกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรไปพร้อมกับการฟ้องหย่าได้
จำนวนค่าเลี้ยงดูบุตรที่สามารถเรียกร้องได้จะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง รายได้ ค่าใช้จ่าย และพฤติการณ์ของแต่ละคดี
3. เรียกค่าเลี้ยงชีพ
หากเหตุหย่าเกิดจากความผิดของคู่สมรสอีกฝ่าย เช่น มีชู้หรือละทิ้งร้างเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี คู่สมรสฝ่ายที่ฟ้องหย่าอาจมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้
สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพต้องยื่นฟ้องหรือฟ้องแย้งเข้ามาในคดีหย่า หากไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องไว้ในคดี อาจไม่สามารถนำมาฟ้องเรียกร้องภายหลังได้
4. ขอแบ่งสินสมรส
คู่สมรสสามารถขอแบ่งสินสมรสไปพร้อมกับการฟ้องหย่าได้ แต่อาจต้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมตามทุนทรัพย์ที่ขอแบ่ง
ในกรณีที่คู่สมรสมีสินสมรสร่วมกัน โดยทั่วไปมักยื่นคำขอแบ่งสินสมรสเข้ามาพร้อมกับคดีหย่า เพื่อให้ศาลพิจารณาในคราวเดียวกัน
ฟ้องหย่าต้องใช้เงินเท่าไหร่?
ค่าใช้จ่ายในการ ฟ้องหย่า สามารถแบ่งออกเป็นค่าธรรมเนียมศาล ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และค่าจ้างทนายความ
1. ค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี
ค่าขึ้นศาล
หากเป็นการฟ้องหย่าเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการแบ่งทรัพย์สินหรือเรียกค่าทดแทน ค่าขึ้นศาลอาจอยู่ที่ประมาณ 200 บาท
แต่หากมีการขอแบ่งสินสมรส เรียกค่าทดแทน หรือเรียกค่าเลี้ยงชีพ ศาลอาจคิดค่าธรรมเนียมตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง โดยทั่วไปอาจอยู่ที่ร้อยละ 2 ของจำนวนเงินที่ฟ้อง ทั้งนี้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด
ค่าส่งหมายเรียก
ค่าส่งหมายเรียกเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับนำส่งคำฟ้องและเอกสารไปยังจำเลย อาจอยู่ที่ประมาณ 300–700 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางและวิธีการส่ง
หากจำเลยหลบหนีหรือไม่สามารถติดตามตัวได้ และจำเป็นต้องประกาศทางหนังสือพิมพ์ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 500 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่น
ค่าใช้จ่ายที่ควรเตรียมเพิ่มเติม ได้แก่
- ค่าป่วยการพยาน
- ค่าเดินทางไปศาลในแต่ละนัด
- ค่าจัดทำและคัดถ่ายเอกสาร
- ค่าแปลเอกสารภาษาต่างประเทศ
- ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐาน
หากคดีใช้เวลานานและต้องเดินทางไปศาลหลายครั้ง ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของคดี
2. ค่าจ้างทนายฟ้องหย่า
ค่าจ้างทนายความขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี ประสบการณ์ของทนายความ จำนวนพยานหลักฐาน และขอบเขตการดำเนินงาน
คดีฟ้องหย่าทั่วไป
หากเป็นคดีที่ไม่ซับซ้อน ไม่มีสินสมรสจำนวนมาก และไม่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับบุตร ค่าจ้างทนายความอาจเริ่มต้นประมาณ 30,000–50,000 บาท โดยอาจครอบคลุมการร่างคำฟ้อง การยื่นฟ้อง และการว่าความในศาล
คดีฟ้องหย่าที่มีความซับซ้อน
หากคดีมีการขอแบ่งสินสมรสมูลค่าสูง เรียกค่าทดแทนจากชู้ หรือมีข้อพิพาทเรื่องอำนาจปกครองบุตร ค่าจ้างทนายความอาจเริ่มต้นประมาณ 50,000–100,000 บาทขึ้นไป
เนื่องจากทนายความต้องใช้เวลาในการตรวจสอบทรัพย์สิน รวบรวมพยานหลักฐาน และขึ้นศาลมากกว่าคดีทั่วไป
รูปแบบการคิดค่าบริการ
ทนายความบางรายอาจคิดค่าบริการแบบแพ็กเกจเหมาจ่าย หรือคิดค่าบริการเป็นเปอร์เซ็นต์ของทุนทรัพย์ที่ได้รับจากคดี เช่น ร้อยละ 10–30
ก่อนเริ่มดำเนินคดี ควรสอบถามรายละเอียดและตกลงขอบเขตงาน ค่าใช้จ่าย รวมถึงเงื่อนไขการชำระเงินเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน
ฟ้องหย่าใช้เวลานานหรือไม่?
กระบวนการฟ้องหย่าโดยทั่วไปอาจใช้เวลาประมาณ 4 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี ความพร้อมของพยานหลักฐาน จำนวนข้อพิพาท และท่าทีของคู่สมรสอีกฝ่าย
หากทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ในชั้นไกล่เกลี่ย คดีอาจสิ้นสุดลงได้เร็วขึ้น แต่หากมีข้อพิพาทเรื่องบุตร สินสมรส ค่าทดแทน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต่อสู้คดี ระยะเวลาดำเนินการอาจนานกว่าปกติ
การมีทนายความที่มีประสบการณ์ช่วยดูแลคดี ไม่เพียงช่วยดำเนินการด้านกฎหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยเจรจาและรักษาสิทธิของผู้ฟ้องรวมถึงบุตรได้อีกด้วย
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาช่วยให้เห็นแนวทางว่าศาลนำบทบัญญัติทางกฎหมายมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในชีวิตจริงอย่างไร โดยมีตัวอย่างคดีที่น่าสนใจดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2561
ประเด็น: การให้อภัย
ข้อเท็จจริง: ภรรยาทราบว่าสามีมีพฤติการณ์อันเป็นเหตุหย่า แต่ยังกลับมาอยู่กินด้วยกัน ต่อมาจึงนำเหตุเดิมมาฟ้องหย่า
คำวินิจฉัย: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่สมรสผู้เสียหายทราบเหตุหย่าแล้ว แต่ยังกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภรรยาต่อไป ย่อมถือเป็นการให้อภัยตามมาตรา 1518 สิทธิที่จะอ้างเหตุเดิมมาฟ้องหย่าจึงระงับ เว้นแต่จะมีการกระทำผิดครั้งใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2521
ประเด็น: ภรรยาออกจากบ้านเพราะถูกสามีบีบบังคับ ถือว่าเป็นการทอดทิ้งของฝ่ายใด
ข้อเท็จจริง: ภรรยาแยกไปอยู่บ้านเดิมนานกว่า 25 ปี เพราะสามีบีบบังคับและไม่ส่งเสียเลี้ยงดู
คำวินิจฉัย: แม้ภรรยาจะเป็นฝ่ายออกจากบ้าน แต่สาเหตุเกิดจากการกระทำของสามี จึงถือว่าสามีเป็นฝ่ายทอดทิ้ง และภรรยาสามารถฟ้องหย่าได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5347/2538
ประเด็น: ทำหนังสือตกลงหย่า แต่ไม่ไปจดทะเบียนหย่า
ข้อเท็จจริง: สามีภรรยาทำหนังสือตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สิน แต่ภายหลังฝ่ายหนึ่งไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่า อีกฝ่ายจึงฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
คำวินิจฉัย: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือตกลงหย่าที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรและมีพยานลงลายมือชื่อครบตามกฎหมาย ย่อมก่อให้เกิดหนี้ที่คู่สมรสต้องไปดำเนินการจดทะเบียนหย่า
หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาและไม่ยอมไปจดทะเบียน อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงเจตนาแทนได้ โดยคดีดังกล่าวเป็นคดีบังคับตามสัญญา ไม่ใช่คดีฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 จึงมีอายุความ 10 ปี
สรุปเรื่องการฟ้องหย่า
การฟ้องหย่า คือ กระบวนการทางกฎหมายที่ใช้ในกรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งต้องการหย่า แต่อีกฝ่ายไม่ยินยอม โดยผู้ฟ้องต้องมีเหตุหย่าตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 กำหนดไว้ พร้อมจัดเตรียมเอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ต้องการดำเนินคดีควรนำข้อเท็จจริงทั้งหมดไปปรึกษาทนายความ เพื่อให้ช่วยตรวจสอบเหตุหย่า รวบรวมหลักฐาน ร่างคำฟ้อง และดำเนินกระบวนการในศาลอย่างถูกต้อง การตัดสินใจฟ้องหย่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตบทใหม่ การเตรียมตัวอย่างเหมาะสมและเข้าใจกระบวนการอย่างชัดเจน จะช่วยลดความกังวลและทำให้สามารถรักษาสิทธิของตนเองและบุตรได้อย่างเหมาะสม
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฟ้องหย่า
Q1: ฟ้องหย่าใช้เวลากี่เดือน หากอีกฝ่ายสู้คดีหรือไม่สู้คดี?
หากคู่สมรสสามารถตกลงกันได้หลายเรื่อง คดีอาจสิ้นสุดภายในไม่กี่เดือน แต่หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับบุตรหรือทรัพย์สิน ระยะเวลาดำเนินคดีอาจนานตั้งแต่หลายเดือนไปจนถึงมากกว่า 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคิวศาล จำนวนพยาน และความพร้อมของเอกสาร
Q2: หลังหย่าแล้ว อำนาจปกครองบุตรและค่าเลี้ยงดูสามารถตกลงกันได้หรือไม่?
คู่สมรสสามารถตกลงกันได้ โดยควรจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนว่าใครมีอำนาจปกครองบุตร การพบเจอบุตรมีเงื่อนไขอย่างไร และต้องชำระค่าเลี้ยงดูจำนวนเท่าใด
หากตกลงกันไม่ได้ ศาลจะเป็นผู้พิจารณาและมีคำสั่ง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ
Q3: ค่าฟ้องหย่าเท่าไหร่ และควรเตรียมงบประมาณเท่าใด?
ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับลักษณะของคดี หากมีการแบ่งสินสมรสหรือเรียกค่าทดแทน อาจมีค่าธรรมเนียมตามทุนทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีค่าส่งหมาย ค่าเดินทางของพยาน ค่าเอกสาร และค่าจ้างทนายความ ซึ่งแตกต่างกันตามความซับซ้อนของคดี ประสบการณ์ของทนายความ และพื้นที่ดำเนินคดี ผู้ฟ้องควรขอประมาณการค่าใช้จ่ายและตกลงขอบเขตงานกับทนายความก่อนเริ่มดำเนินคดี
เอกสารอ้างอิง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 และมาตรา 1523 –
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2561 ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา สำนักงานศาลยุติธรรม สืบค้นจาก https://deka.supremecourt.or.th/
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2521 ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา สำนักงานศาลยุติธรรม สืบค้นจาก https://deka.supremecourt.or.th/
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5347/2538 ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา สำนักงานศาลยุติธรรม สืบค้นจาก https://deka.supremecourt.or.th/
- สำนักงานกฎหมายศรีสังข์ เรื่องฟ้องหย่า ขั้นตอน เหตุหย่า และระยะเวลาดำเนินคดี สืบค้นจาก https://srisunglaw.com/
- สำนักงานนิติลอว์ ทนายความ เรื่องการหย่าโดยความยินยอม สืบค้นจาก https://nitilaw.com/
- สำนักงานอภินันท์ทนายความ เรื่องเหตุแห่งการฟ้องหย่า สืบค้นจาก https://www.apinanlawyer.com/
- สำนักกฎหมายกอบเกียรติ แอนด์ แอสโซซิเอทช์ เรื่องขั้นตอนการฟ้องหย่า ข้อเรียกร้อง และค่าใช้จ่าย สืบค้นจาก https://www.kobkiat.com/
หมายเหตุ: ค่าใช้จ่าย ระยะเวลาดำเนินคดี และผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ควรตรวจสอบกับศาลหรือปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการจริง


