รับทำ SEO สายขาว
สำนักงานทนายความติวานนท์

ความสำคัญของการมี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ประจำธุรกิจ SME เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ที่ปรึกษากฎหมาย
14

บทบาทของ ที่ปรึกษากฎหมาย ในการสร้างรากฐานธุรกิจ SME ให้มั่นคง ช่วยบริหารความเสี่ยงด้านสัญญา แรงงาน และทรัพย์สินทางปัญญา

สารบัญ

ในการดำเนินธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ผู้ประกอบการมักมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการสร้างยอดขายเป็นหลัก โดยอาจมองข้ามความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐานที่ค้ำจุนความมั่นคงขององค์กร หลายครั้งที่ธุรกิจต้องประสบปัญหาชะงักงัน หรือสูญเสียโอกาสทางการค้ามหาศาลเพียงเพราะความไม่รัดกุมในเอกสารสัญญา หรือการละเมิดข้อบังคับทางกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้น การมี [ที่ปรึกษากฎหมาย](Target URL) ประจำบริษัทจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

บทบาทเชิงรุกของที่ปรึกษากฎหมายในองค์กรธุรกิจ

หน้าที่ของที่ปรึกษาทางกฎหมายในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการว่าความในศาลเมื่อเกิดคดีความเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการทำงานในลักษณะ “ป้องปราม” (Preventive Measures) เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทขึ้นตั้งแต่ต้น โดยบทบาทสำคัญมีดังนี้

1. การวางระบบและโครงสร้างทางนิติกรรมสัญญา

สัญญาทางธุรกิจถือเป็นกฎหมายระหว่างคู่สัญญาที่ใช้บังคับข้อตกลงต่างๆ ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากมักเลือกใช้ “แบบฟอร์มสัญญามาตรฐาน” ที่หาได้ทั่วไปจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งมักมีความหลวมและไม่ครอบคลุมบริบทเฉพาะของธุรกิจนั้นๆ การมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลจะช่วยร่างและตรวจสอบสัญญาให้มีความรัดกุม ปิดช่องโหว่ที่อาจทำให้บริษัทเสียเปรียบ และตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสัญญานั้นสามารถบังคับใช้ได้จริงหากเกิดปัญหา

2. การบริหารจัดการด้านกฎหมายแรงงาน

กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่มีความละเอียดอ่อนและมีโทษทางอาญา การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การจ่ายค่าชดเชยไม่ถูกต้อง หรือการจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายปัจจุบัน อาจนำไปสู่การฟ้องร้องที่ทำให้บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากและเสียชื่อเสียง การมีที่ปรึกษาจะช่วยวางแผนการจ้างงาน สวัสดิการ และกระบวนการทางวินัยให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

3. การปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะด้านและ PDPA

ในยุคดิจิทัล กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) มีบทบาทสำคัญต่อทุกธุรกิจที่เก็บข้อมูลลูกค้า การละเมิดกฎหมายนี้มีโทษปรับที่สูงมาก นอกจากนี้ยังมีกฎหมายเฉพาะทางอื่นๆ เช่น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายภาษีอากร หรือกฎหมายควบคุมอาคารสถานที่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจะคอยอัปเดตและให้คำแนะนำเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างถูกต้อง

ความเสี่ยงทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการ SME มักมองข้าม

ความเสี่ยงทางธุรกิจไม่ได้มีเพียงคู่แข่งทางการค้าหรือสภาวะเศรษฐกิจ แต่ “ความเสี่ยงทางข้อกฎหมาย” (Legal Risk) คือระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำงานหากไม่มีการจัดการที่ดีพอ

  • ความเสี่ยงจากสัญญาที่ไม่เป็นธรรม: การลงนามในสัญญาที่คู่ค้าฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ร่างโดยไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด อาจทำให้ธุรกิจตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบ เช่น เงื่อนไขการชำระเงินที่ไม่ชัดเจน การรับประกันที่เกินจริง หรือข้อกำหนดการยกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

  • ความเสี่ยงด้านทรัพย์สินทางปัญญา: หลายธุรกิจสร้างแบรนด์จนติดตลาดแต่ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือถูกกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่เจตนา การขาดความรู้ในส่วนนี้อาจทำให้ต้องสูญเสียแบรนด์ที่สร้างมาหรือต้องจ่ายค่าเสียหายจำนวนมหาศาล

  • ความเสี่ยงจากข้อพิพาทภายใน: ความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือหุ้นส่วน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยใน SME หากไม่มีสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Agreement) ที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ทางตันในการบริหารงาน (Deadlock) จนธุรกิจไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

การเปรียบเทียบความคุ้มค่า: การป้องกัน VS การแก้ไข

มุมมองของผู้ประกอบการบางรายอาจเห็นว่าค่าจ้างที่ปรึกษาเป็นต้นทุนส่วนเพิ่ม (Sunk Cost) แต่หากพิจารณาตามหลักเศรษฐศาสตร์และการบริหารความเสี่ยง จะพบว่าการจ้างที่ปรึกษาประจำนั้นมีความ “คุ้มค่า” กว่าการจ้างทนายความเพื่อแก้ปัญหาทีหลังเป็นอย่างมาก

การระงับข้อพิพาทเมื่อเกิดคดีความแล้ว (Corrective Action) มีต้นทุนที่สูงกว่ามาก ประกอบด้วย:

  1. ค่าทนายความในการดำเนินคดี: ซึ่งมักจะสูงกว่าค่าที่ปรึกษารายเดือนหลายเท่าตัว

  2. ค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณา: รวมถึงระยะเวลาที่เสียไปกับการขึ้นศาลซึ่งอาจกินเวลานานหลายปี

  3. ค่าเสียหายที่อาจต้องจ่าย: หากแพ้คดี หรือต้องยอมความในเงื่อนไขที่เสียเปรียบ

  4. ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost): เวลาและสมาธิที่ผู้บริหารต้องเสียไปกับเรื่องคดีความ แทนที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาธุรกิจ

ในทางตรงกันข้าม การมีที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำสม่ำเสมอ เปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ทำให้ธุรกิจสามารถหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายมหาศาลเหล่านี้ได้ โดยเปลี่ยนจาก “รายจ่ายในการแก้ปัญหา” เป็น “การลงทุนเพื่อความปลอดภัย”

การเตรียมความพร้อมทางกฎหมายสำหรับการขยายธุรกิจ

เมื่อ SME เติบโตขึ้นและต้องการขยายกิจการ ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุน การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ หรือการร่วมทุนกับต่างชาติ ความพร้อมทางด้านเอกสารและกฎหมาย (Legal Due Diligence) คือด่านแรกที่นักลงทุนจะตรวจสอบ หากบริษัทมีระบบเอกสารที่ถูกต้อง โปร่งใส และมีการจัดการ นิติกรรมและสัญญาทางธุรกิจ ที่เป็นระบบ ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและสถาบันการเงิน เพิ่มโอกาสในการได้รับเงินทุนและพันธมิตรทางธุรกิจที่มีคุณภาพ

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกที่ปรึกษากฎหมาย

การเลือกที่ปรึกษากฎหมายสำหรับ SME ควรพิจารณาจากปัจจัยที่สอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจ ดังนี้

  1. ความเชี่ยวชาญตรงกับประเภทธุรกิจ: หากทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ควรเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่ดิน หากทำธุรกิจ Tech Startup ควรเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายดิจิทัล

  2. ความเข้าใจในบริบทเชิงพาณิชย์ (Business Acumen): ที่ปรึกษาที่ดีไม่ควรเพียงแค่แม่นยำในตัวบทกฎหมาย แต่ต้องเข้าใจเป้าหมายทางธุรกิจ และสามารถให้คำแนะนำที่ยืดหยุ่นและนำไปปฏิบัติได้จริง (Commercial Mindset) ไม่ใช่เพียงแค่ห้ามทำทุกอย่างจนธุรกิจเดินไม่ได้

  3. ความน่าเชื่อถือและความรวดเร็ว: ในโลกธุรกิจ ความรวดเร็วเป็นเรื่องสำคัญ ที่ปรึกษาต้องสามารถตอบสนองต่อปัญหาเร่งด่วนได้อย่างทันท่วงที และรักษาความลับขององค์กรได้อย่างเคร่งครัด

สรุป

ในสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงและกฎระเบียบที่มีความซับซ้อนมากขึ้น การดำเนินธุรกิจ SME โดยปราศจากที่ปรึกษากฎหมายที่มีความสามารถ เปรียบเสมือนการเดินเรือท่ามกลางพายุโดยไม่มีเข็มทิศ การมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ ตรวจสอบความถูกต้องของนิติกรรม และวางแผนป้องกันความเสี่ยง ไม่เพียงแต่ช่วยลดโอกาสในการเกิดข้อพิพาททางกฎหมาย แต่ยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพให้กับองค์กร ผู้ประกอบการจึงควรตระหนักถึงความสำคัญและพิจารณาจัดหาที่ปรึกษาทางกฎหมายที่เหมาะสม เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนและมั่นคง

หากท่านเป็นผู้ประกอบการที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างรากฐานธุรกิจให้มั่นคงและกำลังมองหา ที่ปรึกษากฎหมาย ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจบริบทของธุรกิจ SME เพื่อดูแลผลประโยชน์ขององค์กร สำนักงานกฎหมายติวานนท์พร้อมให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์และเป็นพาร์ทเนอร์ทางกฎหมายที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของท่านให้เติบโตได้อย่างไร้กังวลและยั่งยืน

สำนักงานทนายความติวานนท์ ให้บริการฟ้องคดีแพ่ง ฟ้องคดีอาญา ฟ้องหมิ่นประมาท ฟ้องชู้ ฟ้องขับไล่ ฟ้องลูกหนี้
การทำงานครอบคลุมถึง การออกโนติส การฟ้องคดีโดยตรง การทำงานร่วมกับตำรวจและพนักงานอัยการ
การร้องขอความเป็นธรรม การประกันตัวผู้ต้องหา การไต่สวนมูลฟ้อง การเขียนคำให้การของจำเลย การฟ้องแย้ง
การยื่นอุทธรณ์และการยื่นฎีกา รวมทั้งการสืบทรัพย์ การบังคับคดี และการตั้งเรื่องยึดทรัพย์ขายทอดตลาด

อัตราค่าจ้างทนาย ต้องสอบถามทางบริษัทเท่านั้น สามารถติดต่อได้ตามช่องทางต่อไปนี้

สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อทนาย
โทร
แชทไลน์
อีเมล
สำนักงาน
ทนายความ สำนักงานทนายความ สำนักงานกฏหมาย
เลือกอ่านหัวข้อที่คุณสนใจ
อ่านบทความล่าสุด