“เมื่อคำว่าตลอดไปมีวันสิ้นสุด เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการฟ้องหย่าอย่างถูกต้อง” การแต่งงานเริ่มต้นด้วย “คำสัญญา” ว่าจะอยู่ร่วมกันตลอดไป แต่ในความเป็นจริง ชีวิตคู่ของหลายคนอาจเดินทางมาถึงทางตันที่ไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้อีกต่อไป เมื่อความสัมพันธ์พังทลายลงและไม่สามารถตกลงแยกทางกันด้วยดีได้ “การฟ้องหย่า” ผ่านกระบวนการทางศาล จึงกลายเป็นทางออกสุดท้ายที่ดีที่สุดสำหรับคู่สมรสที่ต้องการจะหย่า ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ การฟ้องหย่าไม่ใช่เพียงแค่การยุติความสัมพันธ์บนแผ่นกระดาษ แต่คือ กระบวนการทางกฎหมายที่ช่วยปกป้องสิทธิ์ รักษาศักดิ์ศรี และจัดสรรภาระหน้าที่ในอนาคตได้อย่างเป็นธรรม ทั้งเรื่องของการแบ่งสินสมรส และสิทธิในการดูแลบุตร การก้าวผ่านสมรภูมิอารมณ์และกระบวนการทางกฎหมาย จึงจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจ หลักฐานที่แน่นหนา หัวใจที่เด็ดเดี่ยว เพื่อปิดฉากอดีตอย่างสมบูรณ์และเปิดประตูสู่ชีวิตใหม่ได้อย่างมั่นคง
1.ฟ้องหย่าใช้เงินเท่าไหร่
สำหรับค่าใช้จ่ายฟ้องหย่าเริ่มต้นประมาณ 20,000-50,000 บาท ไม่รวมค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งคิดตามประเภทคดีและทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง ผู้มีรายได้น้อยสามารถขอยกเว้นค่าธรรมเนียมได้
ค่าทนายความฟ้องหย่า
เป็นค่าใช้จ่ายหลักที่ใหญ่ที่สุด โดยเริ่มต้นประมาณ 20,000-50,000 บาท สำหรับคดีฟ้องหย่าทั่วไป ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและความซับซ้อนของคดี หากเป็นคดีที่มีการแบ่งทรัพย์สินจำนวนมาก มีการฟ้องชู้ หรือมีข้อพิพาทเรื่องการดูแลบุตร ค่าทนายความอาจสูงขึ้นถึง 80,000-150,000 บาท หากคดียืดเยื้อไปถึงการอุทธรณ์หรือฎีกา ค่าทนายความจะเพิ่มขึ้นอีกตามข้อตกลง อย่างไรก็ตาม มีข้อพึงระวังอยู่ที่ว่าแม้ว่าฝ่ายที่ฟ้องหย่าจะชนะคดี ศาลก็อาจจะไม่ได้ให้ค่าทนายความเต็มตามจำนวนที่เราได้ว่าจ้างทนายความไป ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล
ค่าธรรมเนียมศาลฟ้องหย่า
สำหรับคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์ (เช่น การฟ้องหย่าเพียงอย่างเดียว) จะเสียค่าขึ้นศาลประมาณ 200 บาท แต่หากมีการฟ้องร้องเรื่องการแบ่งสินสมรสหรือค่าทดแทนด้วย คดีจะกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และค่าธรรมเนียมจะเป็นอัตราร้อยละของมูลค่าที่ฟ้อง (ประมาณ 2%) โดยมีเพดานสูงสุดที่ 200,000 บาท
ค่าใช้จ่ายเสริมอื่น ๆ ในการฟ้องหย่า
รวมถึงค่าส่งหมาย ค่าพาหนะพยาน ค่าป่วยการพยาน และค่าใช้จ่ายในการรวบรวมหลักฐาน เช่น ค่าถ่ายเอกสาร ค่าขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ หรือค่าจ้างนักสืบเอกชน กรณีต้องการหลักฐานการมีชู้ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจอยู่ในช่วง 5,000-20,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการรวบรวมหลักฐาน
2.เหตุฟ้องหย่า 10 ข้อ ตามมาตรา 1516 มีอะไรบ้าง
เหตุแห่งการฟ้องหย่า มี 10 ประการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
1.สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ เช่น สามีหรือภริยาไปแอบมีคนอื่น
2.สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
-
- ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
- ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
- ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
- อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ เช่น สามีเมาสุรา ทำร้ายร่างกายภริยา
3.สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
4.สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
-
- สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกิน 1 ปี ในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
- สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
5.สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกิน 3 ปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
6.สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
7.สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกิน 3 ปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
8.สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
9.สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
10.สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
จากเหตุฟ้องหย่าที่กล่าวมานั้น จะต้องมาพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าเข้าเหตุแห่งการฟ้องหย่าตามเหตุ 1 ใน 10 ประการนี้ หรือไม่ประการใด เมื่อมีเหตุแล้วจึงจะสามารถไปดำเนินการฟ้องขอหย่าฝ่ายเดียวต่อศาล ได้ เมื่อศาลมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุด บังคับให้จำเลยจดทะเบียนการหย่า แต่หากจำเลยไม่กระทำตามคำ พิพากษาศาล คู่กรณีฝ่ายที่ชนะคดีสามารถนำคำพิพากษาของศาลและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ไปจำหน การจดทะเบียนการหย่าฝ่ายเดียวแทนการแสดงเจตนาของคู่กรณีอีกฝ่าย ทำให้มีการหย่าโดยคำพิพากษาเกิดขึ้น และมีผลทำให้การสมรสสิ้นสุดลงนับแต่มีการจดทะเบียนหย่า
3.ฟ้องหย่าสามี ที่นอกใจ มีชู้ ทำร้ายร่างกาย หรือแยกกันอยู่ ทำได้หรือไม่
การฟ้องหย่าสามีที่นอกใจ มีชู้ ทำร้ายร่างกาย หรือแยกกันอยู่ สามารถทำได้ หากมีเหตุผลและมีพยานหลักฐานประกอบ ซึ่งใช้หลักในการฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยทั้งการนอกใจ การทำร้ายร่างกาย และการแยกกันอยู่ ล้วนเป็นเหตุที่ใช้ฟ้องหย่าได้
ซึ่งการฟ้องหย่าในแต่ละกรณีจะมีเงื่อนไขรายละเอียดที่แตกต่างกัน ดังนี้
- การนอกใจหรือมีชู้ สามารถฟ้องได้ทันทีหากสามีอุปการะเลี้ยงดู ยกย่องผู้อื่นฉันภริยา มีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ นอกจากนี้ยังสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหญิงชู้ได้อีกด้วย
- การทำร้ายร่างกาย สามารถฟ้องได้หากสามีทำร้ายร่างกาย ทรมานจิตใจ หรือด่าทอข่มเหงอย่างร้ายแรง จนทำให้อีกฝ่ายได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรือเป็นที่อับอายขายหน้าต่อผู้อื่น
การแยกกันอยู่ แบ่งเป็น 2 กรณีคือ
- แยกกันอยู่เพราะจงใจละทิ้งร้างเกิน 1 ปี อีกฝ่ายฟ้องหย่าได้โดยสมัครใจ
- แยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข ต้องแยกกันอยู่เกิน 3 ปี จึงจะใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้
4.ฟ้องหย่าฝ่ายเดียว เมื่ออีกฝ่ายไม่ยินยอม ต้องทำอย่างไร
เมื่อคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมที่จะหย่า ต้องทำการหย่าโดยการฟ้องหย่า (การขอหย่าฝ่ายเดียว / การฟ้องหย่าฝ่ายเดียว) โดยการนำคดีขึ้นสู่ศาล เป็นการฟ้องหย่าฝ่ายเดียว ซึ่งต้องมี เหตุแห่งการฟ้องหย่า มิเช่นนั้นจะไม่สามารถฟ้องหย่าได้ จึงต้องมาดูว่าอะไรบ้างที่เป็น เหตุแห่งการฟ้องหย่า ซึ่งต้องวิเคราะห์ให้ดี ว่าเข้าเหตุแห่งการหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 นี้หรือไม่ ถ้าไม่เข้าเหตุแห่งการหย่า ก็ไม่สามารถฟ้องหย่าฝ่ายเดียวได้ แต่หากเข้าเหตุแห่งการหย่าแล้ว เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน เรานำคำพิพากษาของศาล ไปจดทะเบียนการหย่าแทนการแสดงเจตนาของคู่กรณีได้
5.ฟ้องหย่าออนไลน์ ทำได้ไหม ต้องทำอย่างไร
การฟ้องหย่าแบบออนไลน์ (ตั้งแต่ยื่นคำฟ้องจนจดทะเบียนหย่า) ยังไม่สามารถทำได้จริงตามกฎหมายไทย แต่ผู้ร้องสามารถ ยื่นฟ้องศาลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และดำเนินกระบวนพิจารณาบางส่วนทางออนไลน์ได้
เหตุผลหลักทางกฎหมายที่ทำให้ฟ้องหย่าออนไลน์ไม่ได้
- ข้อบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ศาลต้องสอบปากคำและตรวจพยานหลักฐานอย่างใกล้ชิดเพื่อยืนยันเหตุหย่าตามความจริงที่เกิดขึ้น
- ต้องมีการลงลายมือชื่อจริง การหย่าหรือบันทึกข้อตกลงต้องทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อต่อหน้าพยาน การส่งข้อความตกลงกันทางไลน์ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
- การไกล่เกลี่ยและคุ้มครองสิทธิ์ คดีครอบครัวใน ศาลเยาวชนและครอบครัว บังคับให้ต้องมีกระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนเริ่มสืบพยาน เพื่อรักษาความสัมพันธ์หรือตกลงเรื่องผลประโยชน์ของบุตรและทรัพย์สินให้ลงตัว
6.จ้างทนายฟ้องหย่า แพงไหม ค่าทนายฟ้องหย่า เท่าไหร่
ค่าจ้างทนายฟ้องหย่า
ค่าบริการวิชาชีพทนายความเป็นปัจจัยที่แปรผันมากที่สุด ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของคดี ประสบการณ์ของทนาย และขอบเขตการทำงาน โดยสามารถสรุปเรตราคาโดยทั่วไปในปัจจุบันได้ดังนี้:
- คดีฟ้องหย่าทั่วไป (ไม่ซับซ้อน): หากเป็นคดีที่ไม่ต้องแบ่งสินสมรสจำนวนมากหรือไม่มีข้อพิพาทเรื่องบุตรที่ยุ่งยาก เรตค่าจ้างทนายความมักจะเริ่มต้นที่ประมาณ 30,000 – 50,000 บาท โดยครอบคลุมตั้งแต่การร่างคำฟ้อง การยื่นฟ้อง จนถึงการว่าความในชั้นศาล หากต้องการสอบถามราคาค่าจ้างทนายคดีอื่น เช่น คดีฟ้องชู้
- คดีที่มีความซับซ้อน: หากคดีของคุณมีการฟ้องแบ่งสินสมรสหลักล้านบาท การฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาว หรือการต่อสู้แย่งอำนาจปกครองบุตร ค่าทนายความอาจเริ่มต้นที่ 50,000 – 100,000 บาท ขึ้นไป เนื่องจากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบทรัพย์สิน การหาพยานหลักฐานที่รัดกุม และต้องขึ้นศาลหลายนัดมากกว่าคดีปกติ
- รูปแบบการคิดค่าบริการ: ทนายความบางท่านอาจคิดค่าบริการเป็น “แพ็กเกจเหมาจ่าย” หรือในบางคดีอาจมีการคิดค่าบริการเป็นเปอร์เซ็นต์ของทุนทรัพย์ที่เรียกได้ เช่น 10-30% ของเงินที่ได้รับจากคดี ทั้งนี้ แนะนำให้คุณตกลงขอบเขตงานให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มดำเนินการ
7.ฟ้อง หย่า กรณี แยก กัน อยู่ ต้องแยกกันอยู่กี่ปี จึงจะฟ้องได้
ตามมาตรา 1516 (4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกิน 3 ปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
แต่มีเงื่อนไขในกรณีแยกกันอยู่ ดังนี้
1.การแยกกันอยู่เกิน 3 ปีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
แม้จะมีระยะเวลาที่แยกกันอยู่นานพอสมควร แต่ศาลพิจารณาว่าการแยกกันอยู่นั้นไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย แต่เกิดจากพฤติกรรมของโจทก์ที่นอกใจและมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุคคลอื่น
2.องค์ประกอบของเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2)
นอกจากการแยกกันอยู่เกินกว่า 3 ปี การฟ้องหย่าจะต้องแสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ในชีวิตสมรสไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างปกติสุข ซึ่งในกรณีนี้ ศาลชี้ว่าความไม่ปกติสุขดังกล่าวไม่ได้มาจากพฤติกรรมของจำเลย แต่เกิดจากโจทก์เองที่ละเลยหน้าที่และประพฤติตนไม่เหมาะสม
3.การวินิจฉัยของศาลในข้อกฎหมาย
ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่อยู่ในคำฟ้องของโจทก์ และตีความว่าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ไม่ครบองค์ประกอบ เพราะการแยกกันอยู่เป็นไปโดยลำพังความสมัครใจของโจทก์ฝ่ายเดียว
หน้าที่ของสามีและภริยาในชีวิตสมรส
หน้าที่ของสามีและภริยาตามกฎหมาย เป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลใช้พิจารณาในคดีหย่า ทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่ดูแลและปฏิบัติต่อกันด้วยความซื่อสัตย์และความรักใคร่ หากฝ่ายใดละเลยหน้าที่ของตน เช่น การนอกใจหรือไม่ให้ความสำคัญกับครอบครัว ฝ่ายนั้นย่อมเสียเปรียบในกระบวนการฟ้องหย่า
เหตุใดการแยกกันอยู่จึงไม่เพียงพอสำหรับการหย่า?
การแยกกันอยู่ระหว่างสามีภริยาอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาครอบครัว เงื่อนไขทางสุขภาพ หรือภาระหน้าที่อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การแยกกันอยู่นั้นจะเป็นเหตุหย่าได้ก็ต่อเมื่อ
1.เป็นการแยกกันอยู่โดยสมัครใจของทั้งสองฝ่าย
2.การแยกกันอยู่นั้นมีระยะเวลานานกว่า 3 ปี
3.มีเหตุผลที่ทำให้ชีวิตคู่ไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างปกติสุข
8.ฟ้อง หย่าที่ศาล ไหน
คดีฟ้องหย่านั้นจะต้องฟ้องที่ ” ศาลเยาวชนและครอบครัว ” โดยสถานที่นั้นสามารถฟ้องได้ 2 ที่ด้วยกันก็คือ
1.สถานที่ที่มูลคดีเกิด
คำว่า “มูลคดี’ หมายถึงสถานที่ที่เกิดเหตุทำให้ฟ้องหย่านั่นเอง เช่นสถานที่ที่พบเห็นหรือเกิดการกระทำเป็นชู้ สถานที่ที่คู่สมรสทำร้ายร่างกาย สถานที่ที่เริ่มแยกกันอยู่ เป็นต้น
หากว่ามูลคดีที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องหย่าเกิดขึ้นที่ไหนเราก็สามารถฟ้องได้ที่ศาลนั้น
เช่น พบเห็นการเป็นชู้ที่จังหวัดชลบุรี ก็สามารถฟ้องหย่าได้ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี แม้ว่าคู่สมรสจะอยู่กินกันที่จังหวัดกรุงเทพฯก็ตาม
2.สถานที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่
- คำว่า “ภูมิลำเนา” หมายถึง สถานที่ที่จำเลยมีที่อยู่เป็นประจำหรือที่ปรากฏตามทะเบียนบ้าน
- คำว่าจำเลยในที่นี้หมายความรวมถึงตัวคู่สมรสที่เราฟ้องหย่า รวมทั้งตัวหญิงชู้หรือชายชู้ในกรณีที่เราฟ้องชู้ด้วย
9.เอกสาร ฟ้อง หย่า ใช้เอกสารอะไรบ้าง
เอกสารพื้นฐานสำหรับทุกคดีฟ้องหย่า
สำเนาบัตรประชาชนของผู้ฟ้องและจำเลย สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ฟ้อง ใบสำคัญการสมรสฉบับจริง และสำเนาสูติบัตรของบุตร กรณีมีบุตรด้วยกัน เอกสารเหล่านี้เป็นหลักฐานแสดงตัวตนและความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส รวมถึงการมีบุตรร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการพิจารณาเรื่องอำนาจปกครองและค่าเลี้ยงดูบุตร
หลักฐานเฉพาะสำหรับการฟ้องหย่าเพราะมีชู้
หลักฐานการสนทนาระหว่างคู่สมรสกับชู้ทางแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก หรือแอปหาคู่ รูปภาพหรือวิดีโอที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสกับชู้ หลักฐานการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ร่วมกัน เช่น ใบเสร็จค่าที่พัก หลักฐานจาก Google Map หลักฐานการซื้อทรัพย์สินให้กัน หลักฐานการโอนเงินให้กัน และพยานบุคคลที่รู้เห็นการเป็นชู้ เช่น เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน สิ่งสำคัญคือหลักฐานการเป็นชู้ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นแสดงว่ามีเพศสัมพันธ์กัน แต่เพียงแสดงให้เห็นว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวก็เพียงพอแล้ว
หลักฐานสำหรับการฟ้องหย่าเพราะแยกกันอยู่
รูปถ่ายภายในบ้านที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีของใช้ส่วนตัวของคู่สมรส เช่น เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว หรือสิ่งของที่แสดงถึงการอยู่อาศัยร่วมกัน หลักฐานการเปลี่ยนที่อยู่ เช่น การแจ้งเปลี่ยนที่อยู่กับหน่วยงานต่างๆ พยานบุคคลที่สามารถยืนยันได้ว่าคู่สมรสแยกกันอยู่จริง เช่น เพื่อนบ้าน ญาติพี่น้อง หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หลักฐานสำหรับการฟ้องหย่าเพราะประพฤติชั่ว
ใบรายงานแพทย์หรือหลักฐานการบาดเจ็บจากการทำร้ายร่างกาย รูปถ่ายบาดแผลหรือร่องรอยการทำร้าย พยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์การทำร้าย หลักฐานการดื่มเหล้าเมายา เช่น รูปถ่าย วิดีโอ หรือหลักฐานการซื้อเหล้า ใบรายงานตำรวจ กรณีมีการแจ้งความ หลักฐานการพนัน หรือหลักฐานอื่นๆ ที่แสดงถึงการประพฤติชั่วของคู่สมรส
หลักฐานสำหรับการฟ้องหย่าเพราะไม่ส่งเสียเลี้ยงดู
ใบแจ้งยอดบัญชีธนาคารที่แสดงว่าไม่มีเงินโอนเข้ามา ใบเสร็จค่าใช้จ่ายต่างๆ ในครอบครัวที่ต้องจ่ายเอง เช่น ค่าอาหาร ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล พยานบุคคลที่ทราบว่าคู่สมรสไม่ส่งเงินเลี้ยงครอบครัว และหลักฐานรายได้ของผู้ฟ้องที่แสดงว่าต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง
เอกสารเสริมสำหรับการเรียกสิทธิประโยชน์
หลักฐานเกี่ยวกับรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน เพื่อใช้ในการพิจารณาค่าเลี้ยงดูบุตรหรือค่าเลี้ยงชีพ เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น โฉนดที่ดิน ทะเบียนรถ เอกสารการลงทุน เพื่อใช้ในการแบ่งสินสมรส และเอกสารเกี่ยวกับหนี้สิน เช่น สัญญากู้เงิน ใบแจ้งหนี้ เพื่อใช้ในการแบ่งภาระหนี้สิน
10.ฟ้องหย่าใช้เวลานานไหม
ระยะเวลาในการฟ้องหย่า แบ่งออกเป็น 3 กรณีด้วยกันด่อไปนี้
1.กรณีจำเลยไม่มาศาลและไม่มาต่อสู้คดี นับแต่วันที่เริ่มฟ้องศาลมีคำพิพากษาจนได้คำพิพากษาและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด เพื่อไปใช้จดทะเบียนหย่าประมาณ 3 เดือน
2.กรณีจำเลยมาศาลและมาต่อสู้คดี ถ้าสามารถพูดคุยเจรจาตกลงกันได้ ใช้เวลาประมาณ 2-6 เดือน นับแต่วันยื่นฟ้อง จนได้จดทะเบียนหย่า แล้วแต่ว่าจะสามารถตกลงกันได้ช้าหรือเร็ว
3.กรณีจำเลยมาศาล มาต่อสู้คดีและไม่สามารถตกลงกันได้ ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มคดีจนจบในศาลชั้นต้นประมาณ 6 เดือน – 9 เดือน และชั้นอุทธรณ์ ฎีกา อีกประมาณ 1-2 ปี รวมแล้วใช้เวลา 6 เดือนถึง 2 ปี ถึงจะได้หย่า
บริการรับคำปรึกษาด้านคดีฟ้องหย่า
หากกำลังเผชิญปัญหาชีวิตคู่และไม่แน่ใจว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเข้าข่ายเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายหรือไม่ สำนักงานทนายความติวานนท์ ให้บริการรับคำปรึกษาด้านคดีฟ้องหย่า ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง วิเคราะห์พยานหลักฐาน ประเมินแนวทางดำเนินคดี รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรส อำนาจปกครองบุตร ค่าเลี้ยงดูบุตร และสิทธิเรียกร้องอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้รับคำปรึกษาเข้าใจกระบวนการทางกฎหมายและเตรียมตัวก่อนยื่นฟ้องได้อย่างเหมาะสมค่ะ
ช่องทางติดต่อ: 02-125-2511 | LINE ID: @tiwanonlaw


